อภิเชษฐ์ พุฒตาล หรือ เปิ้ล เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2521 ที่ อ.พระปะแดง จ.สมุทรปราการ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนสามัคคีบำรุง อภิเชษฐ์ชอบเล่นกีฬาหลายประเภทในวัยเด็กได้แก่ ฟุตบอล วิ่งและ ปิงปอง จนกระทั่งมาศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนราชประชาสมาสัย อภิเชษฐ์จึงได้หันมาเอาดีทางด้านฟุตบอล และเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนราชประชาสมาสัย ต่อมาอภิเชษฐ์ได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนปานะพันธ์วิทยา ลาดพร้าว อภิเชษฐ์จึงตัดสินใจย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เพื่อตามความฝันในการเป็นนักฟุตบอลระดับแนวหน้าของเมืองไทย
หลังจากอภิเชษฐ์เรียนอยู่ปานะพันธ์ได้ประมาณ 2 ปี มนตรี ตู้เพ็ชร ก็ได้ชักนำให้อภิเชษฐ์เข้ามาเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของราชประชา
“ตอนนั้นก็มีศิษย์เก่าของพวกเราคนหนึ่งครับ ก็คือ ป๋าหยิก มนตรี ตู้เพ็ชร ซึ่งเป็นนักบอลราชประชาเก่า และตอนนั้นก็เป็นโค้ชของปานะพันธ์ด้วย ป๋าหยิก ก็ชวนผมกับนักบอลปานะพันธ์หลายๆ คน มาอยู่ราชประชา”
อภิเชษฐ์เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนควีนส์คัพ พานาโซนิค กับราชประชาเมื่ออายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ซึ่งนับว่าเด็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับนักฟุตบอลเยาวชนในระดับเดียวกัน ทำให้อภิเชษฐ์มีโอกาสได้เล่นเยาวชนควีนส์คัพถึง 3 ปี
“ช่วงนั้นรู้สึกว่าเขาจะเอาคนเกิดปี 18 แต่ผมเกิด ปี 21 ผมก็ได้เล่นตั้ง 3 ปี”
ในเวลาเดียวกันนั้น อภิเชษฐ์ติดทีมชาติเป็นครั้งแรก หลังจากโชว์ฟอร์มเด่นในกีฬายุวชนแห่งชาติ (อายุไม่เกิน 15 ปี) ที่ จ.พิจิตร อภิเชษฐ์ติดทีมเยาวชน 16 ปี โค้ชเยาวชนทีมชาติในขณะนั้นเป็นศิษย์เก่าราชประชาอีกท่านหนึ่ง คือ อ.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อ.หรั่งยังเป็นโค้ชคนแรกที่เห็นแววและจับอภิเชษฐ์ไปเล่นแบ็คขวาแทนตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ และสตอปเปอร์ที่เคยเล่นอยู่เดิมตั้งแต่สมัยมัธยมต้น
“อ.หรั่งให้ลองไปยืนแบ็คขวาดู พอผมกลับมาจากทีมชาติมาเล่นให้ราชประชาอีกที ผมก็เลยกลายเป็นแบ็คขวาไปเลย”
อภิเชษฐ์นับได้ว่าเป็นนักฟุตบอลที่รักษาฟอร์มได้ต่อเนื่องอย่างมาก คือติดทีมชาติไทยมาครบทุกชุด ตั้งแต่ ยุวชน 15 ปี, เยาวชน 16 ปี, เยาวชน 17 ปี ชุดไปเยาวชนโลก, เยาวชน 19 ปี, ชุดปรีโอลิมปิก เอเธนเกมส์ 2004, และทีมชาติชุดใหญ่ในปัจจุบัน
เมื่ออภิเชษฐ์จบการศึกษาจากโรงเรียนปานะพันธ์แล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มอบทุนนักฟุตบอลให้กับอภิเชษฐ์เข้าศึกษาในคณะรัฐศาสตร์ ปัจจุบันอภิเชษฐ์ยังคงเป็นกำลังหลักให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกปี ในฟุตบอลประเพณี จุฬาลงกรณ์-ธรรมศาสตร์
อภิเชษฐ์ก้าวขึ้นเป็นนักฟุตบอลราชประชาชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2540
“โอ้โห ตอนนั้นราชประชาชุดใหญ่ปึ๊กมาก มีดรีมทีมตั้ง 5-6 คน ขนาดผมติดเยาวชนทีมชาติ ผมยังไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่เลย ได้แต่ไปซ้อมกับเขา แต่ก็ไม่ได้เล่น ตอนราชประชาได้แชมป์ เอฟ เอ คัพ ปี 37 ผมยังไปนั่งเชียร์เลย กว่าผมจะได้เล่นชุดใหญ่ก็ปี 2540 ละครับ ตอนนั้น น้าทิน สุทิน ไชยกิตติเป็นโค้ช”
อภิเชษฐ์จับจองตำแหน่งแบ็คขวาตัวจริงของราชประชาได้ตั้งแต่ปี 2541 ผลงานที่โดดเด่นที่สุดกับสโมสรราชประชาคือ รองแชมป์ เอฟ เอ คัพ, รองแชมป์ควีนส์คัพ และอันดับ 3 ดิวิชั่น 1 ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2542 ในปี พ.ศ.2543 อภิเชษฐ์เริ่มแบกรับความรับผิดชอบในฐานะผู้นำมากขึ้น เมื่อนักเตะรุ่นพี่เริ่มปลดระวางลง และนักเตะเยาวชนรุ่นใหม่ๆเริ่มก้าวขึ้นมาในทีม กำลังหลักของราชประชายุคเดียวกับอภิเชษฐ์ได้แก่ ชูเกียรติ หนูสลุง, พิพัฒน์ ต้นกันยา, สถิติ แพงมา, โชติพัฒน์ ขาวสังข์, ปิยะพงษ์ หันเอียง, อรรถสิทธ์ แทบสี, วุฒิชัย น้อยวิบล

ใน พ.ศ. 2546หลังจากอภิเชษฐ์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว สโมสรพนักงานยาสูบ ได้ยื่นข้อเสนอกับอภิเชษฐ์ว่า ถ้าผลงาน 1 ปีในสนามออกมาดีก็จะบรรจุเข้าทำงานกับโรงงานยาสูบ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร จึงไม่สามารถขัดข้อเสนอที่จะทำให้อภิเชษฐ์มีอนาคตที่ดีกว่าได้ “หม่อมลูกหนัง” จึงต้องยอมปล่อยนักฟุตบอลคุณภาพอีกรายออกจากสโมสร การสูญเสียอภิเชษฐ์เป็นสิ่งที่ราชประชาไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ความแข่งแกร่งด้านริมเส้นกราบขวาของราชประชานั้นลดฮวบลงทันตาเห็น และสุดท้ายราชประชารุ่นใหม่ก็ไม่สามารถก้าวทันทีมยุคอภิเชษฐ์ได้ ราชประชาจึงตกจากดิวิชั่น 1 ในปี 2547
สำหรับอาชีพของอภิเชษฐ์ หลังจากจากราชประชาไปนั้น ก็ถือว่าไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก ถ้าแม้อภิเชษฐ์จะโชว์ฟอร์มเด่นกับยาสูบ และติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 2546 แต่แล้ว เมื่อ 1 ฤดูกาลผ่านไป อภิเชษฐ์ก็ไม่ได้งานจากโรงงานยาสูบ จนกระทั่งสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยื่นข้อเสนอพร้อมกับงานประจำให้ อภิเชษฐ์จึงกลายเป็นนักฟุตบอลของสโมสรการไฟฟ้าในปี 2547 เมื่อได้เป็นตัวหลักของไฟฟ้าถึง 3 ปีเต็ม อภิเชษฐ์ได้หวนคืนสู่ทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง ในเอเชียนคัพ ปี 2550
ปัจจุบัน อภิเชษฐ์ย้ายจากการไฟฟ้าฯมาอยู่กับรัตนบัณฑิต-หลักทรัพย์ และเป็นตัวสำรองในตำแหน่งแบ็คขวาทีมชาติไทย นอกจากนั้นแล้วอภิเชษฐ์กำลังศึกษาในระดับปริญญาโทบริหารองค์การและการจัดการ มหาวิยาลัยศรีปทุม
สำหรับอนาคตนั้น อภิเชษฐ์ตั้งใจว่าจะเล่นฟุตบอลต่อไปเรื่อยๆตราบที่ร่างกายจะสามารถทำได้ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะอีกประมาณ 3-4 ปี หลังจากนั้นอภิเชษฐ์ตั้งใจจะเริ่มศึกษาวิชาโค้ช เผื่อว่าจะได้มีโอกาสได้ทำทีมฟุตบอลในอนาคต
webmaster 25/11/2550 |