 |
พล.ต.ต.ม.ร.ว. เจตจันทร์ ประวิตร หรือที่รู้จักกันดีในวงการฟุตบอลไทยว่า "หม่อมลูกหนัง" เกิด ณ บ้านเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ (คุณตา) (บ้านดารากร) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2478 เป็นบุตรชายคนโต ของ ม.จ. จิตรปรีดี ประวิตร และ ม.ล.เหมือนจันทร์ ดารากร มีน้อง 3 คนได้แก่ ม.ร.ว.สุชาติจันทร์ ประวิตร, ร.อ.ม.ร.ว.ธวัชจันทร์ ประวิตร, ม.ร.ว. เหมือนจิต ภิรมย์ภักดี
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตรศึกษาในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนราชินี และศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ และ Gelong Grammar School ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นนักเรียนเอเชียรุ่นแรก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโครงสร้างรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับไทย พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ Royal Melbourne Technical College (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Melbourne Institute of Technology)
หลังจากจบการศึกษามาด้วยเพียง 20 ปี พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ได้เข้ารับราชการตำรวจ ในสมัยที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ โดยเริ่มประจำการครั้งแรกที่กองตำรวจรถถัง ต่อมา พล.ต.อ.เผ่า มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาการดับเพลิงของประเทศ จึงให้คนหนุ่มมีเชื้อพระวงศ์ที่ไว้ใจได้อย่าง พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ |
ไปศึกษางานตำรวจและงานดับเพลิงเพิ่มเติมที่ University of Southern California (USC) ประเทศสหรัฐอเมริกา และ วิทยาลัยการดับเพลิง (Fire Service College) ประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นแล้ว พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ได้ศึกษาการบริหารจาก El Camino College สหรัฐอเมริกาอีกด้วย
ด้านครอบครัวท่านสมรสกับ คุณหญิงสุปรียา ประวิตร (รักตประจิต) มีบุตรชาย 2 คนได้แก่ พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร และ พล.ต.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร ปัจจุบัน ทั้งคุณหญิงและบุตรชายทั้ง 2 อาศัยอยู่ที่บ้านคลองประปา
ด้านชีวิตราชการ ท่านประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น
เนื่องจากเป็นข้าราชการเพียงไม่กี่คนที่มีความรู้ด้านการดับเพลิงในขณะนั้น ท่านจึงได้รับเพราะราชทานยศเป็น พลตำรวจตรี ในขณะที่มีอายุเพียง 36 ปีเท่านั้น นับเป็นสถิตินายพลที่หนุ่มที่สุด ในปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทำลายสถิตินี้ได้ ท่านได้ดำรงตำแน่งสูงสุดในกรมตำรวจ 2 ตำแหน่งคู่กันคือ ผู้บัญชาการตำรวจดับเพลิง และ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ในช่วงเวลานี้เองท่านได้ก่อตั้งทีมฟุตบอลราชประชานุเคราะห์ดับเพลิง เพื่อสนองพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดิมนั้น พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นสมาชิกของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ รับผิดชอบงานด้านบรรเทาสาธารณภัย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ได้ไปช่วยเหลือ เหตุวาตภัย ณ แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งให้ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ นำเยาวชนผู้ประสบภัยมาเล่นกีฬา และได้มีการจัดงานฟุตบอลหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑ ราชประชาจึงถือกำเนิดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สำหรับประวัติสโมสรราชประชาโดยละเอียด กรุณาคลิกเข้าไปที่นี่
ต่อมา พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตรย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อวางรากฐานงานด้านบรรเทาสาธารณภัยให้กับ รัฐบาล ท่านได้อุทิศตนวางรากฐานด้านงานบรรเทาสาธารณภัยควบคู่ไปกับการบริหารสโมสรกีฬาราชประชา เรื่อยมา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ยัดหยัดเป็นสัญลักษณ์ของราชประชามานานเกือบ 40 ปี ท่านใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตของท่านอุทิศตนให้กับสโมสร ท่านเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกและนำยุทธวิธีใหม่ๆ มาสู่วงการฟุตบอลไทย ท่านเป็นปูชนียบุคคล ที่วงการฟุตบอลไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง บ่อยครั้งที่ราชประชามีปัญหาด้านเงิน ท่านจะสละทรัพย์ส่วนตัว ของท่านเองเพื่อผลประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทย ราชประชานับได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านรักมากที่สุดในชีวิตของท่าน เมื่อครั้งได้้ที่ชื่อราชประชาถูกเอ่ยขึ้น ผู้คนส่วนใญ่ก็จะนึกถึง พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เสมอ
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวัน จันทร์ที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๐ สิริอายุได้ 71 ปี
หลังจากที่พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ถึงแก่อนิจกรรม ราชสกุลประวิตรได้รับความอนุเคราะห์จากคุณ ระวิ โหลทอง และบริษัท สยาม สปอร์ต จำกัด ในการช่วยจัดทำหนังสืออนุสรณ์ ของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ โดยมีคุณทวยเทพ ไวทยานท์ เป็นแม่งาน สโมสรกีฬาราชประชา จึงขออนุญาต ราชสกุลประวิตร และ บริษัท สยาม สปอร์ต จำกัด เพื่อนำข้อความบางส่วนในหนังสือมาเผยแพร่ ประวัติของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ แบ่งเป็น 3 ตอนคือ
1. ชีวิตวัยเยาว์
2. เส้นทางชีวิตอุทิศแด่งานดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย
3. กีฬาสร้างคน…คนสร้างชาติ…เกิดตำนาน “หม่อมลูกหนัง”
ชีวิตวัยเยาว์
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร เกิดวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2478 ณ บ้านเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ รัตนราชโกษาธิบดี (คุณตา) ถนนพระสุเมรุ บางลำพู เขตพระนคร เป็นบุตร หม่อมเจ้าจิตรปรีดี (โอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงปราจินกิติบดี) และหม่อมหลวงเหมือนจันทร์ (ดารากร) อาศัยในบ้านที่อบอุ่นกับญาติพี่น้อง คุณตา คุณยาย
ในฐานะเป็นพี่ชายคนโต และในฐานะเป็นหลานคนแรก มีหน้าที่ดูแลน้อง ๆ แต่ไม่วายทำตัวเป็นหัวหน้าใหญ่ นำน้องชาย 2 คน น้องสาว 1 คน และลูกของป้าอีก 2 คน เล่นซนไปตามประสาเด็ก แต่ไม่เคยก่อเรื่องซุกซนจนเป็นที่หนักใจบรรดาญาติพี่น้อง
วัยเยาว์ของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ มีความอ่อนโยน เป็นที่พึ่งของน้อง ๆ ผู้ใหญ่ชื่นชอบ ให้ความเมตตา ชอบสนทนาหาความรู้เก่า ๆ จากคุณตา คุณยาย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจขวนขวายหาความรู้รอบตัว
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เข้ารับการศึกษาครั้งแรกที่โรงเรียนราชินี ซึ่งเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วน มีเด็กผู้ชายเรียนที่นี่ไม่กี่คน มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทในเวลาต่อมา คือ “ท่านกบ” ม.จ.ฐิติพันธ์ ยุคล คบหากันตั้งแต่ศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปมาหาสู่กันจนสูงวัย บางครั้งพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ล้มป่วยอย่างหนัก ทำบายพาสหัวใจ ขณะที่มีอายุได้ 60 ปี ท่านกบมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และตามไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลศิริราชในเวลาถัดมา
พล.ต.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร บุตรชายคนเล็กของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เล่าว่า ““คุณพ่อกับท่านกบ ไปมาหาสู่กันตลอด คุยกันถูกคอ ถ้าได้พูดคุยเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หรือรถโบราณ ทั้งคู่จะคุยกันอย่างออกรส”
“หลังจากคุณชายทำบายพาสหัวใจ ท่านกบเข้าโรงพยาบาลเช่นกัน คุณชายตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมท่านกบ แต่ความตั้งใจไม่สมปรารถนา เพราะคุณหมอบอกว่า ท่านกบสิ้นชีพตักษัยแล้ว”
หลังจากพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เรียนที่โรงเรียนราชินีอยู่พักหนึ่ง จึงได้ย้ายมาเรียน ที่โรงเรียนวชิราวุธ แต่เรียนที่นี่ได้ไม่นาน จึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
พล.ต.ม.ล.สุปรีดี บอกว่า พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ชอบการผจญภัย ระหว่างที่อยู่วชิราวุธ คบหากับท่านอ้วน หรือม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล ที่เป็นรุ่นน้องดูแลท่านด้วยความใกล้ชิด แต่ด้วยวิถีของโรงเรียนประจำ คุณชายรู้สึกอึดอัด นำความไปบอกท่านพ่อ ท่านแม่ จึงให้มาเรียนที่เทพศิรินทร์
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ได้เรียนในโรงเรียนชายล้วน ได้พบกับบรรยากาศที่สอดรับกับบุคลิกรักการผจญภัย ได้เล่นซุกซน ลิงโลดในสิ่งที่ปรารถนา คบหาเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตา แม้ว่าจะต่างฐานะ และความเป็นอยู่ แต่พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ให้ความรักต่อเพื่อนทุก ๆ คน ทัดเทียมกัน และคบหากันมาเนิ่นนาน จนกระทั่งแก่เฒ่า
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เมื่อปี 2489
โรงเรียนเทพศิรินทร์ยุคนั้นไม่มีอาคารเรียนเป็นสัดส่วน จำเป็นต้องใช้เมรุ และศาลาของวัดเทพศิรินทราวาสเป็นห้องเรียน
วันไหนมีพิธีเผาศพ ห้องเรียนจะถูกยึด วันนั้นเด็กนักเรียนเทพศิรินทร์จะเฮฮากันใหญ่ เพราะครูจะปล่อยกลับบ้านก่อนถึงเวลาเลิกเรียน
นักเรียนบางคนเห็นว่า ยังไม่สมควรกลับถึงบ้านเร็วกว่ากำหนด จึงมักพากันเดินเที่ยวบริเวณนั้นเป็นที่ครึกครื้น
เพื่อนกลุ่มนั้น ไม่ลืมชวนม.ร.ว.เจตจันทร์ เดินเที่ยวหาความสำราญ เป็นภาพที่กลุ่มเพื่อนยังจำได้แม้เวลาจะผ่านมากว่า 50 ปี
“พวกเราเดินเที่ยวเล่น ในลักษณะชมนกชมไม้ไปทั่ว ไม่เคยเกเร ไม่ตีรันฟันแทงเหมือนเด็กสมัยนี้ แค่มองหน้ากันต้องหาเรื่องกันทุกครั้ง”
ประดิษฐ์ กุลมา ถ่ายทอดเรื่องราวในวันที่มีม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นเพื่อนร่วมห้อง
นักเรียนในห้องรักใคร่ ม.ร.ว.เจตจันทร์ ซึ่งเป็นเด็กไม่คิดเอาเปรียบใคร มีความสุภาพ เรียบร้อย มีน้ำใจกับทุกคน
น้ำใจของ ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นที่เลื่องลือในหมู่เพื่อน ครั้งหนึ่งเคยคิดจะมอบปากกายี่ห้อปาร์คเกอร์ ซึ่งมีราคาแพง ให้กับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง
เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า หากให้ใครคนใดโดยเฉพาะ อาจทำให้เพื่อนคนอื่น ๆ เสียน้ำใจ จึงได้คิดหาทางออก เพื่อรักษาน้ำใจคนอื่น ๆ
โสภณ จันเทรมะ เพี่อนร่วมชั้นม.1 ยืนยันว่า ในช่วงที่เรียน หม่อมรักเพื่อนมาก ใจดี เพื่อนอยากได้อะไรก็ให้ มีอยู่ครั้งหนึ่งหม่อมเจตมีปากกายี่ห้อปาร์คเกอร์ ใครเห็นต้องน้ำลายไหลอยากได้ แต่หม่อมให้ใครก็ไม่ได้ ให้คนนั้นก็กลัวไม่พอใจ
ขณะที่ประดิษฐ์ กุลมา เสริมว่า “หม่อมเจตปรึกษากับผม บอกว่า..ก็เอาเบอร์ไปขายซิวะ ไอ้เราไม่รู้ว่าขายยังไง เพราะไม่เคย ตังค์ไม่ค่อยมีใช้กัน หม่อมก็ขายให้ถูก ๆ แล้วให้ผมเป็นคนเดินโพย”
“ส่วนหม่อมเป็นขุนบาล สมัยนี้เรียกว่า เจ้ามือใหญ่ เหตุที่รู้ความหมายขุนบาล เพราะระหว่างที่ผมกำลังจดชื่อเพื่อน ๆ ในโพย อาจารย์ใหญ่ หม่อมจรัส โผล่จากเพิงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ท่านดึงสมุดจากมือ ทั้งผม หม่อมเจต และเพื่อนคนอื่น ๆ ตะลึงเหมือนถูกสาบ โดนจับได้คาหนังคาเขา ไม่มีใครกล้าขยับลุกหนี”
“หม่อมจรัส สั่งให้พวกที่มีชื่อในโพย ไปพบท่านที่ห้องพวกเราก็ยกโขยงกันไปทั้งห้อง เพราะทุกคนมีชื่ออยู่ในโพย” โสภณฟื้นความหลัง
เพื่อนของหม่อมเจต ยกโขยงไปที่ห้องอาจารย์ใหญ่ นอกจากโสภณ, ประดิษฐ์ ยังรวมไปถึง พ.อ.แผ้ว วันมีผล, สกุล พูลโภคัยกุล, พ.ต.อ.ไกรสร สุวรรณเนตร ฯลฯ
“โรงเรียนมีประชุมด่วนเรื่องนี้ แล้วเรียกพวกเราเข้าไป หม่อมจรัสถามว่าใครเป็นตัวต้นเรื่อง ตอนนั้นไม่มีใครกล้ารับ แต่ละคนกลัวโดนทำโทษจนตัวสั่น ทันใดนั้นเอง หม่อมเจตชูมือทันที ทั้ง ๆ ที่หม่อมไม่จำเป็นต้องยกมือเพื่อรับผิด”
“หม่อมทำให้พวกเราซึ้งน้ำใจ ไม่ป้ายความผิดให้ใคร วันนั้นหม่อมโดนไม้เรียวยาวเมตรกว่า เฆี่ยนไป 6 ที ส่วนผมในฐานะเจ้าของโพย โดนไป 4 ที พวกที่ซื้อโพยโดนไป 2 ที”
ประดิษฐ์เล่าพลางทำหน้าเบ้ พลันนึกไปถึงเสียงไม้เรียวแหวกผ่านอากาศ ขวับ..ขวับ ใครโดนฟาด เป็นต้องสะดุ้งสุดเฮือก
อิทธิฤทธิ์ของไม้เรียว ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ เพื่อนร่วมห้องไม่ลืมรสชาติในวันนั้น และพยายามเลี่ยงเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษ
แม้ว่าจะพยายามแล้วก็ตาม ต้องมีสักวันทื่ต้องพลาดท่าให้กับถูกลงโทษ
โสภณ เล่าว่า พวกเราพยายามเลี่ยงไม่ให้ถูกลงโทษ แต่ไม่สามารถเลี่ยงได้ วันนั้นเป็นวันที่ 23 ตุลาคม วันปิยะมหาราช เป็นวันที่นักเรียนทุกคนต้องไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า รวมถึงหม่อมเจตด้วย
“หลังจากถวายบังคมเสร็จแล้ว หม่อมเจตนึกสนุก ชวนพวกเราไปเที่ยวทะเล พวกเราดีใจจนเนื้อเต้น ไม่มีใครเคยเห็นทะเลกันมาก่อน ในเมื่อหม่อมเป็นคนชวน มีหรือที่พวกเราจะปฏิเสธ ทันทีหม่อมเจตเห็นเพื่อนตกปากรับคำอย่างว่าง่าย ก็สั่งให้คนขับรถพาไปชลบุรีทันที”
ทันทีที่กลิ่นอายทะเล ปะทะโสตประสาททุกส่วน เด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นอยากสนุกกับเด็กในวัยเดียวกัน ทั้งหมดปรี่ลงไปเล่นน้ำทะเลจนชุ่มปอด เที่ยวจนลืมเวลากลับบ้าน จำเป็นต้องนอนค้างคืน และไม่สามารถเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันในเช้าวันรุ่งขึ้น
“พวกเราเที่ยวจนเพลิน เพลินจนลืมไปว่า ในวันรุ่งขึ้น ทางโรงเรียนมีพิธีการสำคัญ อาจารย์ใหญ่จะอ่านสารในวันสหประชาชาติ นักเรียนทุกคนต้องมาฟัง ใครไม่มาฟังต้องมีเหตุผลมาชี้แจง”
ภาพอดีตผุดพรายในความทรงจำ โสภณบอกว่า “อาจารย์ใหญ่โกรธมาก เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครอธิบายว่าพวกเราไปไหน ทำไมถึงมาไม่ทันฟังสาร ก็เลยต้องถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนคนละ 2ที”
เพื่อน ๆ โดนลงโทษกันทั่วหน้า ไม้เรียวนาบก้นแต่ละคน เจ็บจนน้ำตาเล็ด สำหรับหม่อมเจตในวัยแค่ 12 ขวบ แสดงธาตุแท้ของความอดทนสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน
“หม่อมเจตโดนเฆี่ยนพอ ๆ กับพวกเรา แต่แปลก หม่อมไม่เคยร้องสักแอะ ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ใหญ่ฟาดไม้เรียวแต่ละครั้ง มันเจ็บจนสะท้าน ถ้าเป็นสมัยนี้ โดนครูเฆี่ยนแบบนี้ มีหวังถูกฟ้องร้องแน่”
ประดิษฐ์ เม้มปากเมื่อคิดถึงวันนั้น เป็นวันที่ได้เห็นความอดทนของหม่อมเจต เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญ ทั้งในและนอกโรงเรียน
…………………………….
ผจญภัยวัยเด็ก

ความมีน้ำใจของหม่อมเจต ได้รับการพูดถึงบ่อยครั้ง
ในครั้งยังเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์ หม่อมเจตรักเพื่อนทุกคน ไม่เกี่ยงว่าใครจะยากดีมีจน หม่อมเจตไม่เคยรังเกียจ
เพื่อนแต่ละคนได้รับน้ำใจจากหม่อมเจต โดยไม่ถือตัวว่ามีสายเลือดราชนิกูลผู้สูงศักดิ์
ทุกคนคือเพื่อน และเป็นเพื่อนกลุ่มนี้ที่ได้รับการชักชวนจากหม่อมเจตไปเที่ยวบ้านดารากร ทุกวันเสาร์และอาทิตย์
ประดิษฐ์ เล่าว่า วันเสาร์อาทิตย์ เป็นวันที่พวกเราชอบมาบ้านหม่อม เพื่อไปเล่นกีฬา 3 ชนิด คือ แบดมินตัน , เทเบิลเทนนิส และฟุตบอล
“หม่อมชอบเล่นกีฬามาก ๆ โดยเฉพาะฟุตบอล ว่างไม่ได้ ต้องเล่นเป็นประจำ ทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน ส่วนอุปกรณ์ที่เราใช้เตะกันโครม ๆ นั้น แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ลูกฟุตบอลซะทีเดียว”
“ลูกฟุตบอลสมัยนั้นราคาเป็นร้อย เทียบสมัยนี้แพงมาก ในเมืองไทยไม่มีผลิต ต้องสั่งจากอินเดีย และอังกฤษ พวกเราไม่มีปัญญาซื้อกันหรอก ถ้าจะเล่นฟุตบอลกัน พวกเราจะไปหาลูกเทนนิสเก่า ๆ ใช้แทนลูกฟุตบอล เตะกันไปมา บางทีก็เตะอัดกำแพงโบสถ์ จนผนังเป็นรอยด่างเต็มไปหมด”
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความตั้งใจของเพื่อนที่ได้เข้าบ้านดารากร ไม่ใช่แค่ได้เล่นสนุกทั้งวัน แต่เป็นการมุ่งหน้าเพื่อเป้าหมายบางอย่างที่แฝงไว้ในใจของเพื่อนทุกคน
พ.อ.แผ้ว หัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แล้วบอกว่า เป้าหมายของพวกเราก็คือ อาหารในบ้านดารากร
“พวกเราเต็มใจไปบ้านดารากร ถ้าหม่อมเป็นคนเชิญ แต่ถ้าสัปดาห์ไหนไม่เชิญก็อดไป แต่เมื่อได้ไปแล้ว ได้อิ่มท้องกันทุกคน เพราะที่บ้านของหม่อม ทั้งหม่อมแม่ น้าอี๊ด น้าอั้น ให้ความเมตตา จัดสำรับพร้อมสรรพ”
“ส่วนใหญ่มีข้าวผัดเป็นหลัก มีก๋วยเตี๋ยว ขนมก็เยอะ เสร็จแล้วมีชาร้อน กาแฟร้อน ตกเย็นก็กลับบ้านใครบ้านมัน”
นอกจากเพื่อน ๆ ได้รับความกรุณาจากหม่อมเจต พาไปเล่นที่บ้านดารากรแล้ว เมื่อถึงเวลาปิดเทอมใหญ่ เพื่อนบางคนได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามหม่อมเจตไปเที่ยวหัวหินพร้อมกับครอบครัวของหม่อมเจต
การเดินทางไปตากอากาศที่หัวหินในยุคนั้น ไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ถนนบางแห่งยังเป็นลูกรัง บางแห่งไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน บางครั้งทำให้คนขับรถเลี้ยวผิดทางบ่อยครั้ง และในครั้งที่หม่อมเจตได้พาประดิษฐ์ และเพื่อนอีกคน ไปเที่ยวบ้านกิติก้องที่หัวหิน ได้ประสบเหตุการณ์ชวนระทึกที่ยังขังอยู่ในความทรงจำของประดิษฐ์ ตราบจนทุกวันนี้
“หัวหินอยู่ตรงไหน ผมไม่รู้หรอก ก่อนไปบอกแม่ว่าจะไปกับหม่อมและเพื่อน แม่อนุญาตให้ไป คืนก่อนเดินทาง ผมมานอนที่บ้านดารากร ให้เด็กกางมุ้งนอนที่ระเบียงตึก”
“พอเช้าก็ไปหัวหินมีท่านพ่อ (หม่อมเจ้าจิตรปรีดี) ขับรถไปเองตั้งแต่เช้า แวะหลายแห่งเหมือนกัน กว่าจะไปถึงเพชรบุรี 5 โมงเย็น ออกจากเพชรบุรีจะไปหัวหิน เอาล่ะสิออกจากเพชรบุรีได้สักพัก มาถึงทางแยก ท่านพ่อจำทางไม่ได้ว่า แทนที่จะเลี้ยวไปหัวหิน แต่ขับตรงไปหาดเจ้า ตอนนั้นถนนไม่มี รถแล่นตรงไปสะพาน แต่กลับกลายเป็นว่า…”
“…สะพานขาด ยังไม่ได้ซ่อม ท่านพ่อต้องขับรถลงข้างทาง แล่นไปตามท้องนา ได้สัก 5 กม. คราวนี้ไปไม่ได้ เพราะเริ่มมืดแล้ว หันหัวกลับก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะกลับทางไหน หันไปรอบ ๆ มีแต่คันนา ท่านพ่อตัดสินใจนอนกันในรถกับหม่อมเจต ส่วนผมเอาหมอนในรถมาหนุนนอนบนคันนา เผอิญคืนนั้นเป็นเดือนหงาย ยังพอเห็นอะไรรอบด้าน สักประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ ขณะที่พวกผมกำลังเคลิ้มหลับ จู่ ๆ ได้ยินเสียงบางอย่าง ทุกคนตกใจกับเสียง ลุกพรวดหันไปมอง ถึงกับเสียววาบ เมื่อเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ตรงมาหาเราที่รถ”
“ชาวบ้านถือดาบยาวมาเลย เดินโท่ง ๆ มาหาเรา แต่เขาไม่กล้าเข้ามาใกล้ พวกเราก็กลัว อาวุธก็ไม่มี พวกชาวบ้านพากันถามท่านพ่อซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า ก็บอกพวกชาวบ้านไปว่า หลงทางมา จะขอนอนในรถ เช้าจะเดินทางต่อ ชาวบ้านก็พากันกลับ”
“พอเช้า ท่านพ่อสตาร์ทรถ ต้องขับข้ามทุ่งนา คราวนี้เจอปัญหาต้องหาทางข้ามคันนา ก็เลยแซะเอาดินมาทำหนุนล้อ กว่าจะผ่านไปได้ กว่าจะไปถึงบ้านกิตติก้องที่หัวหิน สะบักสะบอมไปตาม ๆ กัน”
การเดินทางทุลักทุเล แต่แฝงไปด้วยประสบการณ์แปลก ชวนระทึก
แต่เทียบไม่ได้กับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่หม่อมเจตเป็นผู้สร้างขึ้นมา ด้วยพฤติกรรมซุกซนตามประสาเด็ก ๆ ที่ไม่ประสีประสาในการกระทำของตัวเอง
ประดิษฐ์ เล่าวว่า “เรื่องราวเกี่ยวกับหม่อมเจต เรื่องนี้ผมให้ชื่อว่า The Youngman and the sea เหตุเกิดขึ้นระหว่างไปเที่ยวหัวหิน”
“ตอนนั้นเวลา 6 โมงเช้า ท่านพ่อยังไม่ตื่น ผมกับหม่อมเจตพากันไปเดินเล่นชายทะเล ตอนนั้นอากาศกำลังจะเปลี่ยน ลมทะเลยังไม่เข้า ลมบกกำลังพัดออก หม่อมพาผม และศนินธร ตรงไปยังเรือใบที่จอดอยู่ จู่ ๆ หม่อมก็กางใบเรือออก เรือใบกินลมแล่นออกไปเรื่อย ๆ สักพักผมชักกลัวบอกให้หม่อมเจตกลับไปที่ฝั่ง”
“หม่อมทำหน้าเลิ่กลั่ก หันมาบอกผมด้วยเสียงอันสั่นกลัวว่า กลับยังไงล่ะ ตีใบไม่เป็นนี่ … เอาล่ะซิ ลมมีแต่พัดออกอย่างเดียว โชคดีที่หม่อมพ่อตื่นมาพบพวกเราเข้า พาเรือกลับไปได้ ไม่งั้นอาจได้เด็ดสะมอเร่ เพราะนึกว่าหม่อมเจตแล่นเรือใบเป็น”
เมื่อถามว่าหม่อมเจต เข็ดหลาบกับความซุกซนจนเกือบเรื่องหรือไม่ ประดิษฐ์ กล่าวว่า แทนที่เหตุการณ์ผจญภัยกันสาหัส แต่หม่อมเจตยังซุกซนตามประสาเด็ก ๆ และได้สร้างวีรกรรมจนถึงกับเจ็บตัว
“เรื่องนี้ผมให้ชื่อว่า จอมพราน เพราะดูท่าเหมาะกับความซุกซนของหม่อมเจตได้ดี เรื่องมีอยู่ว่า แถวบ้านกิตติก้องเป็นป่าโปร่ง มีนกปรอทมาเป็นร้อย ๆ มีนกสีต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด หลังบ้านมีต้นมะขามปล้อง นกมาเกาะอยู่เยอะ นกสีสวยเหมือนไก่ฟ้าเต็มไปหมด หม่อมเจตจัดการไปลากปืนลูกซองมาจากบ้าน”
“เฮ้ย..หม่อมจะไหวเหรอ…ผมถามหม่อมไปอย่างนั้นเพราะเห็นว่าตัวเล็กนิดเดียว ไม่เหมาะกับขนาดของปืนลูกซอง ผมรู้ว่าปืนลูกซองมันถีบ กลัวหม่อมจะได้รับอันตราย จะเตือนให้หม่อมรู้ แต่ไม่ทัน หม่อมค่อย ๆ มุดเข้าไปใกล้ตัวนก พอได้จังหวะ หม่อมลุกพรวดทั้งวิ่งทั้งเล็งกลัวนกจะบินหนีไปไกล ทันใดนั้นเกิดเสียงตูมสนั่น…แทนที่นกจะร่วงผล็อย แต่สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า ทำให้ผมตกใจสุดขีด”
“ผมเห็นหม่อมนอนแอ้งแม้งร้องโอยตรงนั้น เพราะโดนแรงถีบของพานท้ายปืน กระแทกเข้าต้นแขนขวาเป็นห้อเลือด เขียวปั๊ด..ขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลย แต่หม่อมไม่ร้องสักคำ กลับไปที่บ้าน ท่านพ่อเห็นรอยแผลถึงกับพูดไม่ออก”
หากเป็นเด็กคนอื่น โดนแรงปืนถีบจนเขียวช้ำไม่สะอื้น ก็ต้องน้ำตาเล็ด แต่หม่อมเจตไม่แสดงอาการเจ็บให้ใครเห็น แม้จะได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันในระหว่างขี่ม้าแกลบเที่ยวไปตามชายหาดหัวหิน
อีกเหตุการณ์ที่กลายเป็นวีรกรรมที่เพื่อนไม่เคยลืม!
ประดิษฐ์ ย้อนไปสู่วันนั้น เป็นวันที่แดดร้อนอ้าว “ท่านพ่อสั่งม้าแกลบให้ผมและหม่อมเจตคนละตัว ขี่จากบ้านกิติก้องมุ่งหน้าไปตลาด ทางข้างหน้าเป็นท่าเรือของชาวประมง เส้นทางที่ผ่านจะเป็นดินท้องนา เผอิญชาวบ้านแถวบ้านกำลังปอกอ้อย ม้าตัวที่หม่อมเจตขี่ มันอยากกินอ้อย จัดการดึงบังเหียนควบไปยังเป้าหมาย”
“แต่โชคไม่เข้าข้างหม่อมเจตไม่ทันตั้งตัว หงายหลังจะตกม้า เป็นช่วงที่บังโกลนขวามันขาด เหลือบังโกลนซ้าย ก็ล็อคเท้าหม่อมเจตไว้ ม้ามันก็ลากหม่อมเจต ผมใจหายวูบ บังคับม้าให้วิ่งตาม แต่มันไม่ทำตาม”
“ผมตัดสินรีบลงจากหลังม้า วิ่งไล่กวดม้าแกลบ กว่าจะไล่ทัน เล่นเอาหอบซี่โครงบาน แต่พอหันไปดูหม่อมเจต ผมถึงกับหน้าซีด เนื้อตัวหม่อมเจต ถลอกปอกเปิก เลือดซิบไปทั้งตัว แต่หม่อมไม่ร้องสักแอะ”
หม่อมเจตพิสูจน์ธาตุแท้ของเด็กที่มีความอดทน ไม่เคยเข็ดในความซนของตัวเอง และอุบัติเหตุไม่คาดฝัน อีกทั้งไม่เคยเกเร หาเรื่องใคร ให้เป็นที่เดือดร้อนใจของวงศ์ตระกูล
“หม่อมเจตเป็นเด็กที่เรียบร้อยมากที่สุด ไม่เคยเกเร เช้ามีรถไปส่ง เย็นมีรถไปรับ มีบ้างบางวัน ที่วัดมีงานศพ พวกเราจะดีใจ เพราะศาลาจะถูกใช้งาน โรงเรียนจะสั่งให้เลิกเรียน ก็พากันไปเดินเที่ยวเยาวราชจนเย็นถึงจะกลับ” ประดิษฐ์ ยืนยัน
เป็นการยืนยันที่ส่งผลให้เห็นพฤติกรรมของหม่อมเจตในวัยเยาว์ ในสายตาของเพื่อนเทพศิรินทร์ทุกคน
ทุกคนยืนยันด้วยใจบริสุทธิ์ เชิดชูความมีน้ำใจ รักเพื่อน และความอดทนเป็นที่ตั้งของหม่อมเจต
ไม่มีเพื่อนคนไหนลืมหม่อมเจต แม้ว่าระยะเวลาได้เล่นสนุกกับหม่อมเจต กำเนิดเรื่องราวที่กลายเป็นตำนานฝังอยู่ในใจของเพื่อนทุกคน
หม่อมเจตหยุดเส้นทางในวัยเยาว์ในเมืองไทย เมื่ออายุได้ 12 ปี ความสนุกสนานร่วมกับเพื่อนเทพศิรินทร์ สิ้นสุดลงเมื่อถึงวันเปิดเทอมม.3
วันแรกของการเปิดเทอม เพื่อนหลายคนใจหาย ไม่เห็นรถจากบ้านดารากรขับมาส่งหม่อมเจต ไม่มีภาพหม่อมเจตหิ้วปิ่นโต เต็มไปด้วยอาหารอย่างดี ส่งกลิ่นหอมพาให้น้ำลายสอ
เพราะทุกคนทราบดีว่า หม่อมเจตกำลังผจญภัยไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกกำหนดไว้โดยหม่อมเจ้าจิตรปรีดี ซึ่งเล็งเห็นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญต่อลูกชายคนโต ส่งไปเรียนไกลถึงออสเตรเลีย
………….
บินเดี่ยว.....มุ่งสู่ออสเตรเลีย

พล.ต.ม.ล.สุปรีดี เล่าว่า คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านปู่บอกว่าจะส่งไปเรียนที่ออสเตรเลีย รู้สึกใจหายเหมือนกัน เพราะไม่มีโอกาสร่ำลาเพื่อน ๆ อีกทั้งยังเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก แล้วต้องเดินทางคนเดียว ภาษาอังกฤษก็ยังพูดไม่คล่อง กว่าจะรอนแรมถึงออสเตรเลีย ต้องนั่งเครื่องบินใบพัดจากกรุงเทพฯ เข้าปีนัง บินต่อไปสิงคโปร์-อินโดนีเซีย เป็นประเทศสุดท้ายก่อนเข้าออสเตรเลีย ใช้เวลาเดินทาง 2-3 วัน
“ระหว่างที่รอคนมารับที่สนามบินเมลเบิร์น ในออสเตรเลีย รอมาหลายชั่วโมง คุณชายก็เริ่มใจเสีย ไม่เห็นคนมารับ ก็นั่งร้องไห้ ใครมาถามก็พูดจาฟังไม่รู้เรื่อง ก็ยื่นการ์ดชื่อโรงเรียนจีลอง แกรมม่า ให้ดู ด้วยน้ำใจของคนที่นั่น พาไปส่งที่โรงเรียน”
“คุณชายเข้าเรียนโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นคนไทยรุ่นแรก ๆ ที่เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในสังคมชนชั้นสูง ที่นั่นคุณชายมีเพื่อนคนไทยที่มีชื่อเสียง ก็มี ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรี, ดิลก อภัยวงศ์, พชร อิศรเสนา ณ อยุธยา” เป็นต้น
ด้วยวัยเพียง 12 ปี พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ผจญโลกกว้าง ไขว่คว้าหาความรู้ การเรียนที่จีลอง แกรมม่า สคูล ช่วยขัดเกลาความคิด และการใช้ชีวิตนักเรียนประจำในต่างประเทศ ได้ซึมซับวิถีชีวิตที่ต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก หลังจากเคยชินกับการมีคนคอยดูแล เอาใจใส่ ยามอยู่ในบ้านดารากร
เมื่อพ้นจากชายคาบ้านหลังใหญ่ พรั่งพร้อมความสุข และความอบอุ่นจากญาติพี่น้อง พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ รู้ซึ้งถึงอุปสรรคในการใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งได้เล่าผ่านบุตรชายคนรอง “พล.ต.ม.ล.สุปรีดี ไว้ว่า “ในช่วงซัมเมอร์ ทางโรงเรียนพาไปเข้าแคมป์บนยอดเขาที่มีชื่อเรียกว่า ทิมเบอร์ท๊อป”
“คุณชายเล่าให้ฟังว่า บนนั้นไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ ไม่เหมือนอยู่ในเมือง ทุกคนต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ทนกับความลำบากบนนั้น แต่คุณชายกลับรู้สึกสนุก ไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะถือว่า ได้ผจญภัยในสิ่งที่ตัวท่านปรารถนาตลอดเวลา”
หลังจากสำเร็จการศึกษาที่จีลอง แกรมมา พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยเมลเบิร์น เทคนิคอล คอลเลจ เนื่องจากสนใจเครื่องกล จึงเข้าเรียนในภาควิชาวิศกรรมเครื่องกล ซึ่งได้นำความรู้มาใช้ในการพัฒนารถดับเพลิง และอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย เป็นคุณูปการสำคัญที่มอบไว้กับกิจการดับเพลิงของประเทศไทย
“วิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงด้านการสอนเครื่องยนต์กลไก คุณชายทุ่มเทให้กับการเรียนรู้อย่างจริงจัง จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา รวมระยะเวลาที่มาเรียนที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 9 ปี”
พล.ต.ม.ล.สุปรีดี บอกว่า คุณชายเล่าให้ฟังว่าช่วงที่เรียนที่ออสเตรเลีย ไม่มีโอกาสกลับประเทศไทย แม้กระทั่งท่านพ่อเสีย เมื่อปี 2497 ตอนนั้นอายุได้ 19 ปี จวนจะสำเร็จการศึกษา แต่ก็ไม่ได้กลับ เพราะหม่อมแม่ไม่ยอมให้กลับ ตั้งใจให้คุณชายเรียนให้จบเสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้คุณชายนำมาเล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ที่จะไปศึกษาที่ต่างประเทศได้ฟัง เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างว่า ขนาดท่านยังไม่ได้กลับบ้าน จนกว่าจะเรียนจบ”
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ กลับมาเหยียบแผ่นดินไทย เมื่ออายุได้ 21 ปี หลังจากจากไปเป็นเวลา 9 ปี จากนั้นเข้ารับราชการตำรวจ เพราะมีความตั้งใจนำวิชาความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องกลมาพัฒนาปรับปรุงกิจการงานด้านดับเพลิง จากนั้นได้รับโอกาสศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซลหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือที่มิชิแกน ต่อมาได้กลับไปเรียนด้านการดับเพลิงที่อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา หลายครั้ง ครั้งหลังไปเรียนเกี่ยวกับรถวิทยุสายตรวจที่สหรัฐอเมริกา กลับมาช่วยกันจัดตั้งหน่วยสายตรวจพิเศษ หรือที่รู้จักกันดีว่า “191” ในปัจจุบัน
……………………..
เส้นทางชีวิตอุทิศแด่งานดับเพลิงและบรรเทาสาธารณภัย
……………………………………………….
พลิกโฉมงานอัคคีภัย

จากประวัติศาสตร์งานป้องกันและระงับอัคคีภัยสำหรับประเทศไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการตั้ง “กรมดับเพลิง” อยู่ใต้วิธีการปกครองทหาร ตามคำกราบบังคมทูลของ จอมพลพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงนครชัยศรีสุระเดช ขณะนั้น ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการกรมยุทธเสนาธิการ
หากอยู่ในปกครองทหารแล้ว เมื่อเกิดเพลิงใหญ่ ถือเป็นภารกิจของทหารต้องไปช่วยเหลือ
หลังจากมีการจัดการทหารมณฑลกรุงเทพฯ ขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกหน้าที่การดับเพลิงจากฝ่ายทหารขึ้นกับ “กรมตระเวน” ได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจนครบาล” เพื่อมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและดับเพลิงอย่างเต็มที่
แม้ว่างานดับเพลิงยังอยู่ในยุควิวัฒนาการ ขาดเครื่องมือ ต่อสู้กับพระเพลิง เผาผลาญบ้านเรือน และทรัพย์สินประชาชน
ชาวบ้าน ประชาชน จึงร่วมใจกันบริจาคทรัพย์ซื้อรถดับเพลิงให้แก่กรมตำรวจคันแรก เมื่อปี 2471
ปี 2474 กรมตำรวจมีรถดับเพลิง 5 คัน เรือดับเพลิง 1 ลำ ซึ่งนับว่าเป็นระยะที่กรมตำรวจมีอุปกรณ์ดับเพลิงที่ทันสมัย แต่การปฏิบัติงานไม่มีประสิทธิภาพ เพราะขาดแคลนจำนวนเจ้าหน้าที่และการติดต่อสื่อสาร
หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 คณะรัฐประหาร ตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาทางแก้ไขกิจการดับเพลิงที่ปฏิบัติไม่ได้ผลขึ้นมา ประกอบด้วย ผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนฝ่ายทหารและผู้แทนฝ่ายตำรวจ
ผลการหารือมีความเห็นว่าควรจัดตั้งกองดับเพลิงอาชีพขึ้น อย่างที่นานาประเทศปฏิบัติกัน
แต่ทางตำรวจขาดกำลังคนและงบประมาณ กระทรวงกลาโหม จึงได้สั่งโอนเงินเดือนและกำลังคน มาขึ้นกับกรมตำรวจ โดยจัดรวบรวมหน่วยดับเพลิงที่กระจัดกระจายกันอยู่ มาเข้าเป็นแผนกหนึ่ง ในความรับผิดชอบของหัวหน้าแผนกดับเพลิง
ด้วยเหตุผลบางประการ กรมตำรวจได้จัดรูปส่วนราชการใหม่จึงเป็นผลให้ต้องโอนกิจการบุคคลในแผนกดับเพลิง ไปสังกัดอยู่กับเทศบาลนครกรุงเทพฯ เมื่อปี 2480
บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปลี่ยนฐานะไปเป็นพนักงานเทศบาล มีสิทธิและหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยระเบียบพนักงานเทศบาล
ปี 2496 กระทรวงมหาดไทยได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ด้านนี้ ได้โอนกิจการดับเพลิงจังหวัดพระนคร–ธนบุรี สังกัดกรมตำรวจ ตามเดิม
โดยกำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมีฐานะเป็นกองกำกับการในกองสวัสดิภาพประชาชน เรียกว่า กองกำกับการดับเพลิง
ปี 2498 ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร หอบปริญญาทางวิศวกรรมเครื่องกล จากรอยัล เมลเบิร์น เทคนิคัลคอลเลจ ออสเตรเลีย มีความประสงค์นำความรู้มาสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองด้วยการสมัครเข้าเป็นตำรวจรถถัง ในวังปารุสกวัน
ในปี 2500 ซึ่งอยู่ในสมัยปฏิวัติ ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นทั่วราชอาณาจักร คณะปฏิวัติได้ตระหนักถึงภัยพิบัติจากอัคคีภัยเป็นอย่างมาก สถานีดับเพลิงบางสถานีชำรุดทรุดโทรมมาก รถ เรือดับเพลิงก็เก่ามาก แทบใช้งานไม่ได้ บางครั้งเมื่อเกิดเพลิงไหม้ รถบางคันสตาร์ทไม่ติด ต้องเข็นกันไปยังที่เกิดเหตุ บางคันวิ่งไปดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่ เครื่องยนต์ก็ดับกลางทาง ต้องทำการแก้ไขให้สามารถใช้งานได้ต่อไป เพราะรถมีน้อย จำเป้นต้องซ่อมแก้ไข ให้เสร็จในวันนั้นหรือคืนนั้น มิเช่นนั้นอาจไม่มีรถใช้งาน หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นกระทันหัน
ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2500 เวลาประมาณ 11.00 น. พล.ต.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ รองอธิบดีกรมตำรวจ ได้มาตรวจราชการที่กองตำรวจดับเพลิง ได้ตรวจสถานีพญาไท และสถานที่ต่างๆ พบเห็นและบันทึกว่า “รถดับเพลิงอยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้องพัสดุควรจะจัดข้าวของเครื่องใช้เป็นที่เป็นทาง และทำป้ายบอกจำนวนให้เรียบร้อย เมื่อของใดที่ไม่ได้ใช้ ก็ให้รายงานจำหน่ายเสีย โรงซ่อมยังไม่สะอาดให้จัดการให้เรียบร้อย ห้องส้วม ห้องน้ำให้ดูแลให้สะอาด ส่วนทั่ว ๆ ไปพอใช้ การตรวจขอให้ตรวจกันจริง ห้องสมุดยังมีน้อยไป ควรจะหามาอีกให้ขอจากผู้มีจิตศรัทธา ข้าราชการที่ตายในการดับเพลิง ให้ทำสมุดประวัติไว้ จะได้ให้รุ่นหลังดูเป็นตัวอย่าง จะได้มีกำลังใจในการดับเพลิง ในการปฏิบัติราชการ ประตูเข้ายังคับแคบไป เวลาจะออกไปดับเพลิงคงจะไม่เหมาะ เครื่องมือเครื่องซ้อม ซึ่งมีไม่เพียงพอให้รายงานขึ้นไป การเบิกของจากพลาธิการที่ยังไม่ได้ ก็ให้เร่งไปอีก”
คุณชาย....หัวใจช่างยนต์
จากนั้นในปี 2503 ร.ต.อ.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร (ยศขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกช่าง ได้รับสนองนโยบาย โดยได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่แผนกช่าง ขอเบิกรถแลนด์โรเวอร์ รุ่นปี ค.ศ.1948 ที่ชำรุด และสถานีตำรวจต่าง ๆ นำส่งคืน มาทำการดัดแปลงเป็นรถดับเพลิงคันแรกในประเทศไทย และได้ให้ชื่อว่า “รถเสริมกำลัง 9” หมายเลขโล่ 0471 ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประหยัดเงินงบประมาณจำนวนมาก
เจ้าหน้าที่ของแผนกช่างในขณะนั้นที่ดำเนินการดัดแปลง มีรายนามดังนี้
1.จ.ส.ต.เจียก ร่มโพธิ์ศรี 2.จ.ส.ต.สำเร็จ รัตนวราหะ
3.ส.ต.อ.จำรัส แอบเนียม 4.ส.ต.อ.บุญเหลือ คำศรี
5.ส.ต.อ.ยวง อรรถกฤษณ์ 6.ส.ต.อ.สุภณ พิมพาภัย
7.ส.ต.ท.หิรัญ เกิดปัญญา 8.ส.ต.ท.ภู เอี่ยมลออ
9.ส.ต.ท.สนาน ทองแป้น
ร.ต.อ.จำรัส ซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นช่างมือหนึ่งของกองตำรวจดับเพลิง เล่าว่า “ท่านสอนวิชาช่างให้ผม เช่นการตั้งวาว์ลไอดี ไอเสีย ท่านลงมือทำเองเลย ท่านเป็นผู้นำที่ดี ลงมือทำให้ลูกน้องเห็น แม้ในขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน น้ำมันกระเด็นใส่เสื้อเชิ้ตขาว ท่านก็ไม่รังเกียจ”
“สำหรับขั้นตอนการดัดแปลงนั้น ท่านได้แนะนำ ให้ใช้เครื่องยนต์เดิมของรถแลนด์โรเวอร์ และต่อ P T O เข้ากับปั๊มน้ำยี่ห้อ MAZDA ซึ่งปลดระวางมาจากรถดับเพลิงรุ่นเก่า หลังจากได้ทำการดัดแปลงรถเสริมกำลัง 9 คันแรก จนสามารถใช้การได้ดีแล้ว ได้ดำเนินการดัดแปลงรถเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 5 คันแรก”
ในระหว่างดำเนินการดัดแปลง พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ มาคอยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำอยู่เสมอ ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ วันเสาร์ วันอาทิตย์ เป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อประกอบใช้งานได้ดี จึงได้เบิกรถจากกองพลาธิการ ทำการดัดแปลงอีกจำนวน 3 คัน รวมเป็น 8 คัน สามารถออกปฎิบัติการดับเพลิงได้อย่างดียิ่ง โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจัดซื้อรถนำเข้าจากต่างประเทศ
แม้ว่าการสร้างรถดับเพลิงขึ้นมาใช้งาน แต่ใช่ว่า ทุกคนจะใช้รถดับเพลิงเป็นทุกคน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ จึงมีนโยบาย ให้ฝ่ายช่างออกไปทำหน้าที่ผจญเพลิงทุกครั้ง เพราะคุ้นเคยกับอุปกรณ์ดับเพลิงมากกว่าคนอื่น เนื่องจากการดัดแปลงของรถแลนด์โรเวอร์ โดยการตัดเกียร์ 4 มาต่อเข้ากับปั๊มน้ำ ตำรวจดับเพลิงบางคนไม่เข้าใจระบบการทำงาน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ จึงใช้แผนกช่างออกไปช่วยดับเพลิงด้วย ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่พลขับในขณะนี้ มีดังนี้
รถเสริมกำลัง 5 ส.ต.อ.ภู เอี่ยมลออ
รถเสริมกำลัง 6 ส.ต.ท.สนาน ทองแป้น
รถเสริมกำลัง 7 ส.ต.อ.สุภณ พิมพาภัย
รถเสริมกำลัง 8 ส.ต.อ.ประพันธ์ เกษมสงค์
รถเสริมกำลัง 9 ส.ต.อ.จำรัส แอบเนียม
รถเสริมกำลัง 10 จ.ส.ต.สำเร็จ รัตนวราหะ
รถเสริมกำลัง 11 ส.ต.อ.หิรัญ เกิดปัญญา
รถเสริมกำลัง 12 ส.ต.อ.บุญเหลือ คำศรี
นอกจากจะได้ดำเนินการดัดแปลงรถดับเพลิงขนาดเล็ก จำนวน 8 คันแล้ว ยังได้ดำเนินการสร้างรถปราบจลาจลขึ้นอีก จำนวน 5 คัน โดยใช้รถยนต์โตโยต้า ขนาดใหญ่ ม้วนถังบรรจุน้ำ เสริมอุปกรณ์ป้องกันตัวรถ และพลขับ
ปีต่อมา ได้ดำเนินการก่อสร้างรถถังน้ำขนาดกลาง ให้กับหน่วยงานตำรวจตะเวณชายแดนอีกจำนวน 6 คัน โดยใช้รถยนต์โตโยต้าไดนา และรอน ส่วนรถแลนด์โรเวอร์ดับเพลิงให้กับเทศบาลอุตรดิตถ์ จำนวน 1 คัน
ขณะเดียวกัน ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ยังได้ปรับปรุงพื้นที่ในกองตำรวจดับเพลิงให้เป็นพื้นที่สร้างประโยชน์ต่องานดับเพลิงและงานบรรเทาสาธารณภัยในเวลาต่อมา
ร.ต.อ.จำรัส เล่าว่า สมัยก่อน ด้านหลังกองตำรวจดับเพลิงติดโรงเรียนอำนวยศิลป์ มีหญ้าคาขึ้นรกไปหมด ที่ตรงนั้นมีบ่อน้ำอยู่ 2 บ่อ หม่อมเจตสั่งลูกน้องขนขยะ ขนดินมาถมบ่อน้ำบ่อหนึ่งจนเต็ม จนได้พื้นที่โล่ง ๆ ปรับเป็นสนามฟุตบอล สนามแบดมินตัน และสนามตะกร้อ
พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เล่าว่า “สิ่งไหนเก่าท่านจะพัฒนาปรับปรุง อาคารเรือนไม้ของกองดับเพลิงท่านก็รื้อทิ้ง สร้างเป็นตึกขึ้นมา 5-6 ชั้น เป็นสถานที่ทำงานของแผนกต่าง ๆ รวมทั้งกองบังคับการ”
“ท่านสร้างห้อง ๆ หนึ่งไว้ในตึก ใช้เป็นห้องทดลอง ผนังของห้องบุด้วยวัสดุกันไฟอย่างดี สำหรับทดลองและผลิตวัสดุกันไฟ เป็นห้องที่ถือว่า มีความทันสมัยไม่แพ้ชาติใดในเอเชียในเวลานั้น”
ด้วยมุมมอง และการปฏิบัติที่มุ่งเน้นพัฒนาปรับปรุง ในเวลาไม่นาน กองตำรวจดับเพลิง พลิกโฉมหน้าจากเรือนไม้เก่า ๆ ขาดแคลนเครื่องมือ อุปกรณ์
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ทำการปรับปรุงจนกระทั่งเจริญรุดหน้า ทั้งอาคารที่ทำการ เครื่อง มือ และบุคลากรที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์ความรู้ และความมุ่งมั่นที่จะขจัดอัคคีภัย ให้กับผู้ที่ประสบความเดือดร้อน
ชุมชนต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ อุ่นใจเมื่อตำรวจดับเพลิง ทุ่มเทให้กับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้การบัญชาการของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร
จากสถิติของการเพิ่มจำนวนสถานีตำรวจดับเพลิงในเขตกรุงเทพฯ ในยุคที่มีประชากรไม่ถึง 5 ล้านคน มีสถานีตำรวจตำรวจไว้คอยบริการประชาชน 7 แห่ง หลังจากพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เข้ามาดูแล ได้เพิ่มจำนวนสถานีตำรวจดับเพลิงเป็น 14 แห่ง โดยมีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังให้สอดคล้องกับจำนวนสถานีตำรวจดับเพลิง โดยคิดจากหลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ให้มีรถตำรวจดับเพลิง 1 คัน ต่อจำนวนประชากร 10,000 คน และให้มีจำนวนตำรวจดับเพลิง 1 คน ต่อจำนวนประชากร 1,000 คน
พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ พลิกฟิ้นกิจการดับเพลิง จนเป็นที่ยอมรับของกรมตำรวจ จากหน่วยงานที่ได้รับการเมิน เมื่อเข้าร่วมประชุมร่วมกับหน่วยงานอื่น ไม่มีปากมีเสียงในการต่อรองเพื่อของบประมาณในการปรับปรุงงาน
หลังจากกิจการดับเพลิง มีความเจริญก้าวหน้า ทำให้กองตำรวจดับเพลิงได้รับเครดิตและการยอมรับจากรมตำรวจ และสาธารณชน
ที่สำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนในยุคนั้น ค่อนข้างเหินห่าง แต่ด้วยเจตนารมย์ของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ต้องการลบข้อครหาทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้ประชาชนยอมรับ และยึดถือตำรวจเป็นที่พึ่ง ถึงกับลงทุนลงแรง ออกไปปฏิบัติหน้าที่พัร้อมกับลูกน้อง ยอมอาบเหงื่อต่างน้ำ ช่วยดับเพลิง โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
พ.ต.อ.ไกรสร สุวรรณเนตร อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และเพื่อนสมัยเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวเสริมว่า “ท่านลงทุนลงแรงออกไปช่วยเหลือประชาชน จนกระทั่งประชาชนเข้าใจตำรวจอย่างเราที่ต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่มีวันพัก เมื่อประชาชนเป็นฝ่ายเดือดร้อน หน้าที่ของเรา ต้องรีบไปช่วยให้เร็วที่สุด”
“ท่านทำงานเต็มที่ ไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ท่านก็ทำงาน ผลจากการทุ่มเทให้กับงานดับเพลิง ทำให้กองของเราเป็นที่ยอมรับของกรมตำรวจ เวลามีประชุม ของบประมาณเพิ่มก็ได้รับการอนุมัติ ด้วยชื่อเสียงของกองตำรวจดับเพลิงเป็นที่รู้จักและเข้าถึงประชาชน บางครั้งทำให้หน่วยงานอื่น อิจฉาริษยา เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมกองตำรวจดับเพลิงถึงได้งบประมาณจากกรมตำรวจ เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ผู้ใหญ่ในกรมตำรวจเห็นผลงานที่พวกเราปฏิบัติ ภายใต้การบัญชาการของหม่อมเจต ซึ่งกว่าจะได้งานออกมาอย่างนี้ ท่านต้องใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวอุดหนุนการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การดัดแปลงรถแลนด์โรเวอร์ บางส่วนเป็นเงินส่วนตัวของท่าน เป็นต้น”
ภาพพจน์ของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่ในกรมตำรวจ เป็นสิ่งที่ “ไกรสร” ชี้ให้เห็น และบอกเล่าเรื่องราวในระหว่างทำงานร่วมกันในฐานะ “เจ้านาย-ลูกน้อง” ซึ่งบ่งบอกถึงบุคลิกการทำงานของผู้เป็นนาย แม้ว่าครั้งหนึ่ง เจ้านายกับลูกน้อง เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ตาม
“เวลาที่ท่านทำงาน ท่านไม่ต้องการให้ลูกน้องคอยพะเน้าพะนอ เมื่อท่านสั่งงาน ลูกน้องจะต้องเอาไปทำให้เรียบร้อย ท่านไม่ชอบให้ใครรับงานไปทำแล้ว แล้วร้องไม่อยากทำ ท่านจะเกลียดมาก แล้วท่านจะสั่งให้ไปทำซะ แล้วกลับมารายงาน ถ้าทำแล้วไม่ได้ ท่านจะไม่ว่า แต่ต้องมีเหตุผลมาชี้แจง”
“มีสิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจท่าน คือ รักลูกน้อง และไม่ลำเอียง ท่านไม่ชอบให้ใครเข้ามาวิ่งเต้นเพื่อความก้าวหน้า ท่านจะส่งเสริมคนที่ทำงาน และย้ำเสมอว่า ทำงานแล้วผลงานจะเป็นตัวสนับสนุนเอง”
ปรัชญาการทำงานของผู้บังคับบัญชา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการนำมาบริหารจัดการองค์กรเล็ก ๆ จนเติบใหญ่เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
พ.ต.อ.ไกรสร สะท้อนให้เห็นบุคลิกการทำงานของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ไว้อย่างน่าติดตามว่า “ท่านทำงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็น ทำงานทุกวันไม่เว้นแม้กระทั่งวันเสาร์อาทิตย์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านแอบไปสถานีตำรวจดับเพลิงบางแห่ง ลองให้คนโทรศัพท์แจ้งเหตุ ท่านจะตรวจสอบเลยว่า รถดับเพลิงออกไปปฏิบัติหน้าที่ภายในกี่นาที ดังนั้นพนักงานดับเพลิงทุกนาย จะต้องพร้อมทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน”
การติดตามงาน เป็นสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะ “เพลิงไหม้” ไม่เลือกเวลา และสถานที่เกิดเหตุ
ทันทีที่เกิดเหตุ รถดับเพลิงต้องไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด
ด้วยการปฏิบัติงาน และติดตามงานอย่างใกล้ชิด ทำให้พ.ต.อ.ไกรสร ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ โดยไม่คิดว่าโอ้อวดว่า เคยเป็นเพื่อนกับผู้บังคับบัญชาในสมัยที่เรียนหนังสือด้วยกันที่โรงเรียนเทพศิรินทร์
ในขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ไม่ทราบเช่นกันว่า ในระหว่างที่ได้บังคับบัญชากองตำรวจดับเพลิง มีเพื่อนสมัยเรียน ทุ่มเทการทำงานโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย แต่ด้วยความศรัทธาในการทำงานและพัฒนางานดับเพลิงจนโชติช่วง ทำให้พ.ต.อ.ไกรสร เก็บความภาคภูมิใจไว้เพียงคนเดียว
“วันหนึ่ง ประดิษฐ์ กุลมา เดินทางมาเยี่ยมท่าน และชวนผมเข้าไปพบหม่อมเจตด้วยกัน ผมบอกไปว่า ไม่เข้าเพราะเจอท่านทุกวัน จะเข้าไปทำไม”
พ.ต.อ.ไกรสร ผุดเรื่องเก่า ๆ ในวันที่เพื่อนเก่ารู้ว่า พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นใหญ่เป็นโตในกองตำรวจดับเพลิง และเล่าอีกว่า “คล้อยหลังไม่นาน ท่านเรียกผมเข้าไปห้อง ท่านเอ่ยขอโทษที่จำผมไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะท่านไปเรียนออสเตรเลียตั้งแต่ม.3”
“ประดิษฐ์เล่าให้ผมฟังว่า ระหว่างที่เข้าไปในห้องทำงานท่าน ประดิษฐ์สงสัยในตัวผม จึงถามหม่อมเจตตรง ๆ ว่า ไอ้สรมันไม่เข้ามาเพราะอะไร? หรือมันกลัวไม่กล้าสู้หน้า”
พ.ต.อ.ไกรสร เล่าถึงวินาทีที่พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ รู้ความจริงว่าเขาเป็นใคร
ปฏิกิริยาของผู้ใต้บังคับบัญชาในช่วงนั้น งงงวยในสิ่งที่ “ประดิษฐ์” บอกเล่าให้ฟัง และเป็นจริงตามที่ประดิษฐ์ได้เล่าให้พ.ต.อ.ไกรสรว่า “ท่านงงไปชั่วขณะ พอได้ฟังประดิษฐ์ชี้แจง ท่านถึงรู้สถานะของผม แล้วท่านออกมาจากห้อง ขอโทษผมเป็นการใหญ่ เพราะท่านจำไม่ได้ เพราะไปเรียนหนังสือที่ออสเตรเลียตั้งแต่ยังเด็ก”
“สำหรับผม ไม่เคยถือโทษโกรธท่าน เหตุผลที่ผมไม่เปิดตัวให้ใครรู้ เพราะถือว่าไม่จำเป็น แต่สิ่งที่ผมภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับท่านมาหลายปี ผมศรัทธาในความมีน้ำใจของท่านต่อผู้ใต้บังคับบัญชา”
“ท่านไม่เคยละทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชา หากมีปัญหา ใครเดือดร้อนให้ท่านช่วย ท่านไม่เคยปฏิเสธ แต่ขออย่างเดียวอย่ามาหลอกท่าน ท่านไม่ชอบ ถ้ารู้เมี่อไหร่ ท่านจะโกรธมาก”
ประเด็นดังกล่าว เป็นเรื่องราวที่สะท้อนบุคลิกของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นสุภาพบุรุษของตำรวจดับเพลิงทุกนาย เป็นนายที่สอดส่องดูแลความเป็นอยู่ของลูกน้องอย่างใกล้ชิด
ตำรวจดับเพลิงทุกนาย ยอมรับและศรัทธา ในการทำงานของผู้บังคับบัญชาที่มีเลือดราชนิกูลอันสูงส่ง แต่ด้วยการได้รับการอบรมเยี่ยงสามัญชน ส่งผลให้พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช้ความแข็งกร้าวจากยศฐาบรรดาศักดิ์ ให้คุณให้โทษลูกน้อง ด้วยความเป็นคนที่มีน้ำใจมาตั้งแต่เล็ก และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน จนเป็นที่ยอมรับในสังคม รวมทั้งความอดทน ไม่ย่นย่อต่ออุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง ส่งผลต่อสภาพจิตใจของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นทั้งผู้สั่งงาน และผู้ปฏิบัติในเวลาเดียวกัน ด้วยหนึ่งสมองและสองมือ พร้อมเปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่องและเขม่าไฟ
บางครั้ง ได้ลงมือทำงานร่วมกับลูกน้อง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง คนที่เป็นผู้บังคับบัญชา ไม่จำเป็นต้องมาเหน็ดเหนื่อยกับลูกน้อง ในระหว่าง ออกไปปฏิบัติหน้าที่
พ.ต.ท.ยรรยง ณ หนองคาย อดีตนักฟุตบอลชื่อดังของทีมชาติไทย และสโมสรราชประชา ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในงานด้านอัคคีภัยด้วย เล่าผ่านม่านความคิดอย่างน่าติดตาม
“หม่อมเจต อยู่อย่างเรียบง่าย พวกเรากินยังไง ท่านก็กินอย่างนั้น ครั้งหนึ่ง พวกเราออกไปจับปลา ท่านลงไปในน้ำกับพวกเราด้วย ถือตาข่ายมาช้อนหอย ช้อนปลา ผมประทับใจท่านจริง ๆ”
ด้วยความประทับใจ จากใจของผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นภาพของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นคนที่รู้จักและเข้าใจจิตใจของคนอื่น
ดังนั้น จึงเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ทุกคนรัก และกตัญญู “พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์” ยอมทุ่มเทแรงกาย และแรงใจเพื่อร่วมกันพัฒนางานดับเพลิง ให้เป็นงานที่ประชาชนปรบมือให้ด้วยความชื่นชม
เสียงปรบมือของประชาชนดังกึกก้องไปทั่ว เพราะฝีมือการบริหารงานของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ สร้างคุณูปการไว้ใหญ่หลวง
งานดับเพลิงเป็นงานหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจดับเพลิงทุกนายทุ่มเทให้กับงาน เพราะมีนายที่มีชื่อว่า พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร
พ.ต.ท.รักศิลป์ รัตนวราหะ บุตรชายของอดีตช่างมือหนึ่งของกองดับเพลิง พ.ต.ท.สำเร็จ รัตนวราหะ ซึ่งทำงานดับเพลิงเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2 และบรรจุเป็นตำรวจดับเพลิง โดยความอนุเคราะห์ของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ยังเล่าเรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับงานดับเพลิงในยุครุ่งเรืองว่า
“แม้แต่สุนัขที่เราเลี้ยงไว้ ยังทุ่มเทให้กับงานดับเพลิง ผมจำได้ไม่มีวันลืมว่า ทันทีที่มีเสียงกริ่งไฟไหม้ให้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ สุนัขตัวนั้น ทั้งเห่าทั้งวิ่งพล่านไปทั่ว เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจดับเพลิงให้ออกไปทำงาน”
“สำหรับการทำงานของท่านนั้น ผมยอมรับนับถือด้วยใจจริง หากเกิดเพลิงไหม้ ท่านจะลงไปดูพวกเรา ก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อออกไปดับเพลิง ท่านจะสั่งการได้เฉียบขาดมาก โดยเฉพาะระหว่างปฏิบัติงาน ถ้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงคนใด ดับเพลิงให้กับบ้านที่ยัดเงินให้ไปช่วยดับไฟก่อน ท่านถึงกับขู่ว่า ถ้าใครจับคนที่คอรัปชั่นเรื่องนี้ได้ ท่านมีเงินรางวัลให้ 5 พันบาท”
บทบาทของ “ตำรวจดับเพลิง” ในยุคของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เฟื่องฟูถึงขีดสุด
ทัศนคติที่ทุกคนมองพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ น้อมรับในความสามารถ ในภารกิจสู้รบกับอัคคีภัย เป็นเหตุให้กองตำรวจดับเพลิง ขยายฐานะ และความสำคัญของหน่วยงาน โดยเฉพาะภารกิจของตำรวจดับเพลิง ไม่ได้มีแค่การสู้กับอัคคีภัยเท่านั้น
ด้วยความรู้และความสามารถของตำรวจดับเพลิง จากการถ่ายทอดความรู้ของพล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ โดยตรง ทำให้กรมตำรวจเล็งเห็นว่า งานอัคคีภัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ หากประสบกับภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุร้ายแรง
ที่สำคัญ ภารกิจดังกล่าว กลายเป็นงานที่ส่งผลให้พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ มีชื่อเสียงเลื่องลือ ได้รับการสรรเสริญทั่วประเทศไทย ในฐานะแม่ทัพคนสำคัญของกองทัพบรรเทาทุกข์ |