พิพัฒน์ หรือชื่อเดิม อานนท์ ต้นกันยา เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2522 ที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ด.ช.อานนท์ ต้นกันยา เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ที่โรงเรียนบ้านนาดีสร้างบง ในระดับประถมศึกษา โดยโค้ชคนแรกของพิพัฒน์คือ อ.ประทวน กลางวาปี พิพัฒน์เริ่มเล่นกองหน้ามาตั้งแต่เด็ก พิพัฒน์เล่าให้ฟังว่า
"...สมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมไม่รู้ศาสตร์ฟุตบอลอะไรเลย รู้อย่างเดียวว่า ผมเป็นคนวิ่งเร็ว โค้ชก็เลยจับให้ผมไปยืนเป็นกองหน้า เพื่อนๆเตะโด่งมาก็มีหน้าที่ไปไล่บอลอย่างเดียว ผมพึ่งจะมาเรียนรู้ศาสตร์ฟุตบอลแบบจริงๆจังๆก็ตอนที่ อ.วิลาศ มาเป็นโค้ชที่อุดรพิทยานุกูลนี่ละครับ...."
เมื่อพิพัฒน์ จบ ป.6 พิพัฒน์ก็สามารถสอบเข้าโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนดังประจำจังหวัดได้
"...สมัยนั้น อ.กุมภวาปีสอบเข้า อุดรพิทฯ ได้ไม่ถึง 5 คน ทุกคนในอำเภอก็งง "เอะ อานนท์เข้าได้ไง" ตอนนั้นไม่ได้ได้ทุนฟุตบอลอะไรเลย สอบเข้าไปเอง ช่วงนั้นผมก็เลยตั้งใจเรียนมาก...."
เมื่อเริ่มเล่นฟุตบอลให้กับอุดรพิยานุกูล พิพัฒน์ก็ได้ อ.วิลาศ ทิพรส อดีตนักฟุตบอลราชประชา ผู้ซึ่งเคยผ่านการฝึกฟุตบอลจากเยอรมันมาแล้ว นอกจากดำรงตำแหน่งโค้ชให้กับอุดรพิทยานุกูลแล้ว อ.วิลาศยังดำรงตำแหน่งโค้ชทีมฟุตบอลจังหวัด อุดรธานีด้วย เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีโปรลีก มีเพียงแค่กีฬาแห่งชาติ อ.วิลาศเห็นว่าพิพัฒน์์์มีแววที่จะเป็นนักเตะดังในอนาคตได้ อ.วิลาศจึงบอกกับพิพัฒน์ว่า เมื่อจบ ม.6 แล้ว ถ้าจะตั้งใจอยากจะเล่นฟุตบอลในระดับสูง ในระดับประเทศ จะต้องมาที่ราชประชาที่เดียวเท่านั้น อ.วิลาศขอฝากพิพัฒน์ไว้ให้ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ช่วยดูแล พิพัฒน์จึงย้ายเข้ากรุงเทพฯหลังจบ ม.6 ในปี พ.ศ. 2540 โดยก่อนปี 2540 นั้น พิพัฒน์เคยลิ้มรส ความเป็นราชประชามาก่อนแล้วเป็นเวลา 2 ปี ในฐานะนักฟุตบอลเยาวชนควีนส์คัพ-พานาโซนิค เคยผ่านการคัดตัวที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ดังเช่นอดีตดาวดังราชประชาทุกยุคทุกสมัย พ.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร (ยศในขณะนั้น) ผู้จัดการทีมสโมสรราชประชาในขณะนั้นถึงขนาดลงทุนไปดูฟอร์มของพิพัฒน์ด้วยตัวเองถึงอุดรธานี
เมื่อเข้ากรุงเทพฯในปี พ.ศ. 2540 พิพัฒน์อายุ 19 ปี ได้รับทุนนักกีฬาช้างเผือก ศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ พิพัฒน์รู้สึกประทับใจกับชีวิตในสโมสรราชประชามาก
" ...พอจบ ม.6 แล้ว ผมต้องหาทุนเรียนเอง ที่ราชประชานี่แหละที่ีทำให้ผมมั่นใจว่าฟุตบอลจะสร้างรายได้ให้กับเราได้ เพราะตอนที่ี้อยู่อุดรฯนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเล่นฟุตบอลเพื่อความบันเทิงมากกว่า ยิ่งได้เรียนรู้ประวัติอดีตนักฟุตบอลราชประชาที่ไปหากินในต่างประเทศ อย่างเช่น พี่เฮง(วิทยา เลาหกุล) พี่ป้ำ(วรวรรณ ชิตวณิช) หรือแม้กระทั่งพี่ซิโก้ ซึ่งตอนนั้นเป็นกองหน้าตัวจริงของราชประชาอยู่ ผมชื่นชอบฝีเท้าพี่ซิโก้มาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งได้มาเจอ ได้มารู้จักตัวจริง เมื่อสมัยตอนซ้อมเยาวชนควีนส์คัพฯ ที่ปากช่อง ตอนนั้นก็แอบไปดูทีมชุดใหญ่ว่ายน้ำ, ตีสนุก ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย พอมาอยู่ี่ราชประชาก็โดนปลูกฝังหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องระเบียบวินัย เรื่องรุ่นพี่รุ่นน้อง...."
พิพัฒน์ เริ่มเล่นราชประชาชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 และได้ลงเป็นตัวจริงในฤดูกาลถัดมาในปี 2541ในไทยลีกครั้งที่ 2 โดยในขณะนั้นพิพัฒน์มีอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น โค้ชของราชประชาในขณะนั้นคือ ท.พ. พิชัย ปิตุวงศ์ พิพัฒน์ลงเล่นไทยลีก 6 นัด ยิงไปทั้งหมด 5 ลูก แต่ก็ต้องมาโชคร้ายประสบอุบัติเหตุรถชนจนกระดูกเท้าแตก ทำให้พิพัฒน์ยุติการลงเล่นในระดับไทยลีกกับราชประชาเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้น
"...วันนั้นซ้อมเสร็จ แถวรามอินทราิ วันรุ่งขึ้นจะแข่งกับกรุงไทย ก็ขอให้พี่สุชินมาส่งที่หน้าปากซอยหอพักธุรกิจบัณฑิตย์ ช่วงนั้นก็ไปๆมาๆระหว่างหอกับบ้านคุณชาย แล้วผมก็โหนรถสองแถวเข้าไปในซอย ที่นั่งก็ว่างนะ ..แต่ก็ไม่ไปนั่ง เพราะคิดว่าอีกแค่ 2 ป้ายก็จะถึงแล้ว เราก็เพลินๆอยู่คิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ิัยิงอีกแน่ ช่วงนั้นกำลังท็อปฟอร์ม ติดชาร์ตดาวซัลโวอยู่ ตอนนั้นก็โดนรถชนเข้าไป กระดูกเท้าแตก ข้อเท้ามันไปคนละข้างกันเลย สมัยนั้นยังๆไม่มีมือถือ ก็ไม่รู้จะทำยังไง โทรหาบ้านที่อุดรฯก็ไม่ได้ โทรหาพี่ชาย พี่ชายก็ติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ ไม่รู้จะโทรหาใครก็เลยโทรหาคุณชาย คุณชายก็ให้พี่จ้อ [ทวีวงศ์ ญาณวรวงศ์] มาช่วยดูแล มาเซ็นรับรองตอนผ่าตัดที่โรงพยาบาลนนทเวช คืนนั้นที่มาก็มี พี่ฉัตร[ฉัตรชัย โชยะสิทธิ์] พี่หมอเมา [ท.พ.พิชัย ปิตุวงศ์] แล้วก็ราชประชาอีกหลายคน กว่าจะได้ผ่าก็ประมาณ 4 ทุ่ม คนชนเขาก็รับผิดชอบดี รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง...."
พิพัฒน์รักษาตัวพักฟื้นอยู่ที่บ้านของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ เป็นเวลา 8 เดือน ในช่วงพักฟื้น
พิพัฒน์จะเป็นคนบิณฑบาตหน้าบ้านหม่อมเจตทุกวัน จนกระทั่งหลวงพี่ปัญจะ ซึ่งมารับบิณฑบาตทุกเช้า แนะนำพิพัฒน์ว่าให้เอาชื่อ, วัน เดือน ปี เกิดมาให้ดู เมื่อดูแล้วหลวงพี่ท่านก็บอกว่า
"ชื่ออานนท์ เป็นชื่อสูง เป็นถึงอัครสาวกของพระพุทธเจ้า เราอาจจะบุญไม่ถึง อย่าใช้ชื่อนี้เลย"
อานนท์ก็ตอบว่า "ถ้างั้นหลวงพี่ช่วยตั้งชื่อให้ผมใหม่เพื่อเป็นศิริมงคลได้มั้ยครับ"
หลวงพี่เขียนใส่กระดาษมาให้ว่า "พิพัฒน์"
พิพัฒน์เล่าให้ฟังว่า "...หลวงพี่ท่านบอกว่า.."พิพัฒน์"
แปลว่าความเจริญ หมายความว่าเราตั้งใจจะทำอะไรก็ตั้งใจให้เต็มที่ แล้วเดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีเอง คือเราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก กระดาษแผ่นนั้นผมเอาไปอัดใส่กรอบ ทุกวันนี้ก็ยังวางไว้อยู่ที่หิ้งพระ ผมก็คิดว่าไหนๆก็เปลี่ยนชื่อแล้ว ไหนๆเราก็รอดตายมาแล้ว ก็อยากจะเล่นฟุตบอลให้เต็มที่ จะตั้งใจเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด...."
พิพัฒน์กลับเข้าสู่ถนนสายฟุตบอลอีกครั้งในปี 2542 แต่ทว่าราชประชานั้นตกไปอยู่ในระดับดิวิชั่น 1 เสียแล้ว พิพัฒน์คืนฟอร์มยิงระเบิด จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งดาวซัลโวดิวิชั่น 1พร้อมทั้งดาวซัลโวควีนส์คัพ และถูกปีเตอร์ วิธ เรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในรายการถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ
ราชประชาจบฤดูกาลปี 2542 ด้วยอันดับ 3 ดิวิชั่น 1, รองชนะเลิศ เอฟ เอ คัพ และรองชนะเลิศถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่พิพัฒน์สวมเสื้อตราชฎา พิพัฒน์และชาวราชประชาทุกคนยังบ่นเสียดายอยู่จนทุกวันนี้ว่าปกติแล้วทุกปีจะเอา 2 ทีมขึ้นชั้นและ 1 ทีมเพลย์ออฟ แต่ปีนั้นสมาคมเปลี่ยนกฎ เอาขึ้นแค่ 1 ทีมและเพลย์ออฟ แค่ 1 ทีม ปีนั้นราชประชาเฉียดไทยลีกไปเพียงไม่กี่แต้มเท่านั้น
เมื่อนักเตะรุ่นเก่าบ้างก็ปลดระวางลง บ้างก็ย้ายไปค้าแข้งกับทีมอื่น หรือบ้างก็ย้ายไปค้าแข้งในต่างประเทศ ในไม่ช้าพิพัฒน์ก็กลายเป็นกำลังหลัก และแสดงบทบาทผู้นำในทีมร่วมกับกำลังหลักคนอื่นๆเช่น อภิเชษฐ์ พุฒตาล, โชติพัฒน์ ขาวสังข์, สถิติ แพงมา โดยช่วงนั้นราชประชาได้รับเชิญให้ไปแข่งโบโดรอยด์คัพ ที่ประเทศอินเดีย และสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศมาได้
ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2545 ราชประชาทำสัญญาเป็นพันธมิตรลูกหนังกับฮองอัน ยาลาย หลังจากที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ ชูเกียรติ หนูสลุง ได้ทำสัญญาเป็นนักเตะอาชีพที่เวียดนามแล้ว ในช่วงปิดฤดูกาลราชประชาจึงตัดสินใจส่ง 6 ดาวรุ่งที่เป็นแกนหลักของราชประชาไปหาประสบการณ์ไปฝึกซ้อมกับ ฮองอัน ยาลาย คือ พิพัฒน์ ต้นกันยา, โชติพัฒน์ ขาวสังข์, ยุทธจักร ก้อนจันทร์, เอกลักษณ์ ทองกริต, อรรถสิทธ์ แทบสี, และ เกรียงไกร ปัดถาติ ในระหว่างที่ ฮองอัน ยาลาย เตะอุ่นเครื่องกับบินดินห์นั้น ฟอร์มของพิพัฒน์ไปเข้าตาโค้ชทีมบินดินห์เข้า พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์จึงไม่ลังเลที่จะให้โอกาสพิพัฒน์ ไปขุดทองหาโอกาส สร้างรายได้ และพัฒนาฝีเท้าที่เวียดนาม
"...ตอนนั้นโค้ชบินดินห์เขาบอกกับโค้ชฮองอันฯว่า เบอร์ 27 ..รู้สึกตอนนั้นผมใส่เบอร์ 27 ... เขาอยากได้ แต่ซ้อมอยู่เดือนนึงแล้วก็กลับมาเมืองไทย ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณชายท่านเรียกให้ไปพบแล้วก็บอกกับผมว่า "เนี่ยเซ็นให้เรียบร้อยแล้ว ให้เราไปอยู่เวียดนาม ทีมชื่อบินดินห์ ผมก็งง เตรียมตัวไม่ทันเลย ผมกับคุณชายวันพฤหัส จะต้องเดินทางไปเวียดนามวันเสาร์ มีเวลาเตรียมตัวแค่วันเดียว ผมก็บินไปคนเดียวที่ โฮจิมินห์ ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าจะมีคนไปรับรึเปล่า เพราะแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศคนเดียว ส่วนใหญ่ก็จะไปกับทีมตลอด...."
พิพัฒน์ค้าแข้งกับบินดินห์เป็นเวลา 3 ปี
หลังจากหมดสัญญากับบินดินห์แล้ว พิพัฒน์ กลับมาเมืองไทย และลงหลักปักฐานแต่งงาน แต่ทว่าในขณะนั้น ราชประชาได้ตกชั้นไปอยู่ระดับถ้วยพระราชทานประเภท ข. เสียแล้ว ราชประชาจึงเห็นว่านักเตะฝีเท้าดีอย่างพิพัฒน์ ไม่สมควรที่จะเล่นในระดับถ้วย ข. ราชประชาจึงได้ปล่อยให้บีอีซีเทโรศาสนฯยืมตัวไปจนถึงปัจจุบัน
หลังจากโชว์ฟอร์มดีกับบีอีซีเทโรศาสน เป็นดาวซัลโวไทยลีก ฤดูกาล 2548-2549 พิพัฒน์ก็ถูกเรียกติดทีมชาติอีกครั้ง หลังจากติดๆ หลุดๆ มาเป็นเวลาหลายปี พิพัฒน์โชว์ฟอร์มได้ดีในถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ อาเซียนคัพ และเอเชียนคัพ จนปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นกองหน้าที่ดีที่สุดในประเทศไทยในชั่วโมงนี้
เมื่อ "บิ๊กโต้ง" กิตติรัตน์ ณ ระนอง มาเป็นผู้จัดการทีมชาตินั้น พิพัฒน์ก็ได้มีโอกาสสนิทสนมและคุยเรื่องราชประชากับคุณโต้งอยู่เป็นประจำ พิพัฒน์ยังติดตามผลงานของราชประชาอยู่ตลอดเวลา
"...ผมก็คุยเรื่องราชประชากับพี่โต้งอยู่เป็นประจำในช่วงที่เก็บตัวทีมชาติ ก็คิดว่าอยากจะช่วยกันรื้อฟื้นขึ้ึ้นมา เพราะว่าตอนนี้ก็นับว่ายังตกต่ำลงไปไม่มาก พอที่จะช่วยกันรื้อฟื้นได้ เรามีทรัพยากรบุคคลมากมาย มีโค้ชเก่งๆไม่รู้เท่าไหร่ สถานที่เราก็พร้อม ขาดเพียงแค่เงินทุนสปอนเซอร์เท่านั้น ...."
สำหรับอนาคตนั้น พิพัฒน์หวังว่าจะมีโอกาสกลับไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศอีกครั้งภายใน 2 หรือ 3 ปีข้างหน้า แต่ในปัจจุบัน ก็ขอทุ่มเทให้กับบีอีซืเทโรศาสนฯ และทีมชาติไทยให้ดีที่สุด
พิพัฒน์ตั้งใจที่จะอยู่ในวงการฟุตบอลต่อไปในฐานะโค้ช และ หวังว่าจะนำรายได้จากการเล่นฟุตบอล ไปเป็นทุนในการศึกษาวิชาโค้ชในต่างประเทศต่อไป
ดังที่ท่านประธานอำนวยการ คุณกิตติัรัตน์ ณ ระนอง เคยพูดไว้ว่า "หนึ่งในเอกลักษณ์ของราชประชาคือ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ราชประชา ก็ ไม่เคยขาดนักเตะฝีเท้าดี" ถึงแม้ปัจจุบันพิพัฒน์จะไม่ได้เล่นให้สโมสรราชประชาแล้ว แต่ราชประชาก็ยังภูมิใจอยู่ทุกวันนี้ว่า.. ราชประชานั้นผลิตนักฟุตบอลเข้าสู่ทีมชาติได้อย่างไม่ขาดสายจริงๆ แม้ว่าตัวสโมสรเองจะอยู่ในระดับใดก็ตาม
webmaster 23/9/2550 |