--  Login


ทินกร แพทย์เจริญ
อดีตผู้เล่น / อดีตผู้ฝึกสอน
 

ทินกร แพทย์เจริญเกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2491 เป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนตรีวิทยากร  ทินกรรักกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบในตำแหน่งแบ๊คซ้าย โดยตอนเด็กนั้นนอกจากจะเป็นนักกีฬาฟุตบอลให้กับโรงเรียนตรีวิทยาการแล้ว ทินกรยังรักในกีฬาแบดมินตันอีกกีฬาหนึ่ง ด้วยความที่มีคอร์ตแบดฯ อยู่หน้าบ้าน ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดังของทีมแบดมินตันโคราชในยุคนั้น ทินกรเล่นฟุตบอลตอนกลางวันที่โรงเรียนทุกวัน เมื่อตกเย็นจึงกลับบ้านมาเล่นแบดมินตัน
“สมัยก่อนพ่อผมไม่อยากให้เล่นกีฬา เพราะกลัวว่าจะไม่เรียนหนังสือ คุณพ่อผมก็ไล่ตีผมอยู่เรื่อย เนื่องจากไม่ค่อยเรียนหนังสือ”
โค้ชคนแรกของทินกรคือ อ.เดือน ดารา ซึ่งภายหลังทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอีกครั้งภายใต้สโมสรฟุตบอลใหม่ชื่อว่า “ราชประชา” อ.เดือน ดาราเป็นชาวเวียดนามซึ่งย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นครราชสีมา อ.เดือนหรือที่เรียกกันเล่นๆในหมู่นักฟุตบอลราชประชาว่า “อาจารย์เดือก” รับหน้าที่เป็นโค้ชฟุตบอลโรงเรียนตรีวิทยากรในขณะนั้น

เมื่อทินกรอายุ 17 ปี หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ทินกรตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ พร้อมเพื่อนๆ เพื่อหางาน และหาโอกาสทางการศึกษา ทินกรไม่รู้เลยว่า อ.เดือน ดาราก็เข้ากรุงเทพเช่นกัน ระหว่างที่ทินกร, สมหมาย ดอกไม้ และเพื่อนๆ เล่นฟุตบอลอยู่ที่สนามฮอกกี้นั้น ทินกรเผอิญไปเจอกับ อ.เดือน อ.เดือนจึงชักชวนให้ทินกรมาเล่นกับตนอีกครั้ง

“ตอนนั้นอาจารย์เดือนเขาได้รับมอบหมายจากคุณชายให้หานักฟุตบอลมาเล่นให้ทีมในหลวง พอเจออาจารย์ผมก็บอก “อ้าว...อาจารย์...มาทำอะไร” ตอนนั้นแกก็พูดไม่ค่อยชัดนะ “เอ้ย คุณมานี่อะดีแล้ว มาเล่นกับผม เล่นทีมในหลวงนะ” ตอนนั้นก็ยังรู้ไม่หรอกว่าทีมในหลวงคือทีมอะไร แต่เพราะคำว่าทีมในหลวงเนี่ย ใครๆก็อยากเล่น”

ทินกรเริ่มต้นด้วยการเล่นฟุตบอลให้ทีมดับเพลิง จากนั้นทินกรก็ติดเยาวชนราชประชาชุดบุกเบิก หลังจากเข้าราชประชาแล้ว ทินกรและนักฟุตบอลรุ่นเดียวกันอาทิเช่น สมชาย ชวะเดช, อภินันท์ เกษเสถียร, สุรศักดิ์ โชตานุภาพ, โรจนะ สมุนไพร ได้สมัครเป็นพลตำรวจด้วย นักฟุตบอลราชประชายุคบุกเบิกเช่นทินกรนั้น ส่วนใหญ่รับราชการเป็นตำรวจบรรเทาสาธารณภัยด้วย
“สมัยก่อนผมเป็นตำรวจเงินเดือน 425 บาท ทำงานด้วยเรียนด้วย ทำงานวันละ 3 ชั่วโมงเสร็จแล้วก็ไปซ้อมบอล กลางคืนก็ผลัดกับเพื่อนๆ อยู่เวรบรรเทาสาธารณภัย นอนที่ดับเพลิงพญาไทชั้น 3 สมัยก่อนคุณชายท่านชอบไปกวนที่ห้องบ่อยๆ”

ระหว่างที่ทินกรรับราชการตำรวจนั้น ทินกรศึกษาต่อที่พาณิชยการตั้งตรงจิต สถาบันเดียวกับกัปตันทีมราชประชาคนแรก ณรงค์ สังขสุวรรณ

พ.ศ. 2511 ทินกรได้แชมป์เยาวชนกับราชประชาตั้งแต่ปีแรกที่เข้าสโมสร ในปีเดียวกันนั้น ทินกรในฐานะเยาวชนราชประชา ได้ไปชมฟุตบอลการกุศลในวันพระราชทานถ้วยกำเนิดราชประชาด้วย
ในปีต่อมาทินกรถูกดันขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ราชประชาทันที ในตำแหน่งแบ็กซ้าย (ภายหลังจากที่ ณรงค์ สังขสุวรรณ แขวนสตั้ด ทินกรเปลี่ยนมายืนเซ็นเตอร์ฮาล์ฟแทน)
ทินกรอยู่ในราชประชาชุดที่ไปเก็บตัวที่เยอรมัน ทินกรและราชประชาบ่มเพาะวิชาลูกหนังสไตล์ยุโรป เห็นผลได้ชัดทันทีจากการคว้า ดับเบิลแชมป์ปี พ.ศ. 2515 ทินกรติดทีมชาติทันทีหลังจากคว้าดับเบิลแชมป์
“ยุคนั้นอายุ ความสามารถ และความแข็งแกร่งเรามันพร้อม ... พอเรากลับมา ทุกอย่างมันใหม่ เรากำลังฟิต เบสิกดี ทีมเวิร์กแน่น ระบบดีทุกอย่าง ยุคนั้นเป็นยุคแบ็กยุโรป เยอรมันชอบเอาแบ็กขึ้นไปเติมเกมรุก” 

หลังจากล่าแชมป์กับราชประชาหลายรายการเป็นเวลานาน ปี พ.ศ.2518 ทินกรเริ่มมองถึงอนาคต ด้วยความที่ถนัดงานด้านบัญชี (ทินกรเคยทำหน้าที่เป็นสมุห์บัญชี เมื่อตอนที่ราชประชาไปเยอรมัน)ทินกรจึงมองไปที่การทำงานธนาคาร เดิมนั้นทินกรจะเข้าทำงานที่ ธ.ไทยพาณิชย์ ด้วยเห็นว่าผู้ใหญ่ในธนาคารคือ คุณอุภาศรี และคุณนะเพ็งพาแสง กฤษณามระนั้น เป็นลูกพี่ลูกน้องของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ แต่คุณชายนั้นลังเลที่จะปล่อยทินกรไป เพราะขณะนั้นไทยพาณิชย์เริ่มส่งทีมในระดับถ้วยพระราชทานประเภท ข. ทำให้ทินกรอาจต้องย้ายสโมสร ทินกรจึงตัดสินใจเข้า ธนาคารกสิกรไทยแทน ด้วยความช่วยเหลือของ ดิษพงศ์ ตันตริยานนท์ พี่ชายของ “เหม็น” ประพนธ์ ตันตริยานนท์
เมื่อสภาพร่างกายโรยราลง คุณชายจึงมอบหมายให้ทินกรไปเล่นทีมพัฒนาเยาวชนเพื่อคอยประคับประคองรุ่นน้อง ทินกรจบชีวิตการค้าแข้งในปี พ.ศ.2523 ด้วยอายุ 33 ปี
"พอผมอายุมากขึ้นคุณชายก็จับผมไปเล่นพัฒนาเยาวชน แล้วมีอยู่นัดนึงผมไปโดนใบแดง สงสัยจะโดนเด็กหลอก (หัวเราะ) ทั้งๆที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเกเรไม่เคยโดนใบแดงเลย ผมก็เลยบอกคุณชายว่า คุณชายครับ เลิกแล้วครับ ผมเลิกแล้วครับ”
หลังจากหันหลังให้ฟุตบอล ทินกรเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานในธนาคารกสิกรไทย จนกระทั่งปี พ.ศ.2530 นายบัณฑูร ล่ำซำ ผู้ใหญ่ในธนาคารกสิกรไทยมีแนวคิดสนับสนุนทำทีมฟุตบอลธนาคารกสิกรไทย ทินกรจึงกลับเข้าวงการฟุตบอลอีกครั้งในฐานะที่ปรึกษาทีมธนาคารกสิกรไทย ทินกรเป็นหนึ่งในบุคคลากรที่วางรากฐานสู่ความสำเร็จของสโมสรธนาคารกสิกรไทย
ทินกรลาออกจากธนาคารกสิกรไทยในปี พ.ศ.2538 และเข้าทำงานที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ GF ร่วมกับภริยา เจ้านายของทินกรในบริษัท GF นั้นก็คือ “คุณชายเล็ก”ม.ร.ว.สุชาติจันทร์ ประวิตรน้องชายแท้ๆของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร บริษัท GF ต้องปิดตัวลงในปี พ.ศ.2540 ช่วงที่พิษเศรษฐกิจรุมเร้าประเทศไทย
ปี พ.ศ. 2541 ทินกรหวนคืนราชประชาอีกครั้งในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอน เนื่องด้วยทีมงานชุดก่อนคือ ท.พ.พิชัย ปิตุวงษ์และ ด.ต.โอภาส สุภาพรรค แสดงความรับผิดชอบลาออก หลังจากผลงานไทยลีกเลกแรก ปี 2541 ไม่ประสบความสำเร็จ ทินกรอาสาเข้ามากู้วิกฤต แต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมให้หนีรอดการตกชั้นได้ ถึงแม้ทินกรจะไม่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนมาก่อน แต่ประสบการณ์การค้าแข้ง และการร่วมทำทีมกับยอดโค้ชอย่างชาญวิทย์ ผลชีวินที่ธ.กสิกรไทย ทำให้ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ไว้วางใจให้ทินกรเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน
ในปีพ.ศ.2542 ทินกรขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพผู้ฝึกสอนเมื่อพาราชประชาเข้าชิง เอฟ เอ คัพ และ ควีนส์คัพ พร้อมกับได้อันดับ 3 ดิวิชั่น 1 ถึงแม้จะไม่ได้แชมป์รายการใดก็ตาม ปีต่อมา ประพันธ์ เปรมศรีเข้ามาคุมราชประชาแทน เนื่องจากทินกรติดภารกิจกับทีมชาติไทย ทินกรกลับมาคุมราชประชาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2544 และลาออกจากการเป็นโค้ชในปี พ.ศ. 2548 หลังจากราชประชาตกชั้น

ทินกร แพทย์เจริญคือหนึ่งใน 3 บุคคลในประวัติศาสตร์สโมสรที่เล่นฟุตบอลและโค้ชให้กับราชประชา เป็นสโมสรเดียว (อีก 2 คนได้แก่ ประพันธ์ เปรมศรี และ สุทิน ไชยกิตติ) ปัจจุบันทินกรยังครองสถิติลงสนามในนามราชประชามากที่สุด คือประมาณ 300 นัด

ถึงแม้จะวางตนจากการเป็นโค้ชไปแล้ว ทินกรก็ยังเฝ้าติดตามผลงานของราชประชาเสมอ และหวังว่าจะเห็นราชประชาประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป

webmaster 25/5/2550